ฉันหายหน้าหายตาไป และไม่ได้รักษาสัญญาว่าจะกลับมาเล่าถึงญี่ปุ่นให้ฟัง
(แท้จริงแล้ว หากให้พูดถึงญี่ปุ่น ฉันก็อาจจะมีอะไรมาเล่าวันเว้นวันเลยก็เป็นได้ เรื่องจิปาถะเกี่ยวกับความรักใคร่ในญี่ปุ่นนั้นมีมากมายจนเล่าไม่หมด)
พักเรื่องนั้นไว้ก่อน
เมื่อครั้งอายุเพิ่งครบ 20 ฉันเคยอยากเขียนเรื่องเป็นชุดชื่อว่า "เศษ หนึ่ง ส่วน สี่"
มันมาจากการตีความว่า การดำรงชีวิตมา 1/4 ของชีวิตทั้งหมด (หากประมาณว่าฉันจะตายตอนอายุ 80) ฉันได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง
สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ทำ
เหตุผลในการกระทำหรือไม่กระทำของฉันนั้น บางครั้งก็ยิ่งใหญ่ บางครั้งก็เล็กยิ่งกว่าเศษฝุ่น
เพื่อนฉันบอกว่า ฉันเป็นคนตัดสินใจได้ง่ายมาก และยากมากในหลายครั้ง
บางครั้งบางเรื่อง ฉันคิดมากเกินไปจนไม่ได้ลงมือทำ
ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวาง แต่แค่การทิ้งระยะเวลาให้ความคิดนั้นหมด "ความสด" ลงไปเรื่อยๆ ก็ทำให้ความมุ่งมั่นเลือนลางลงไปทุกวัน
นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่คนที่ยังมีแรง แต่ไม่ค่อยได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ต้องเรียนรู้
บางเรื่อง ฉันจะใช้เวลาใคร่ครวญหาคำตอบกับคำถามมากมาย
อาจเป็นเพราะฉันเป็นคนจำพวกที่มีอารมณ์เป็นเข็มทิศมากกว่าเหตุผล และได้เรียนรู้แล้วว่าเราควรจะใช้เข็มทิศทั้งสองแบบควบคู่กันไป จะใช้อย่างไหนมากน้อยก็ต่างวาระโอกาสกันไป
เมื่อเคยผิดพลาด ก็อยากให้ตัวเองมั่นใจที่สุดก่อนจะตัดสินใจ
พยายามจะทำให้การกระทำของตัวเองมีเหตุผลรองรับ มีเหตุผลที่รับประกันให้ตัวเองได้
เหตุผลลึกๆอาจเป็นเพราะความกลัวผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
คำถามที่ชอบผุดขึ้นมา มีส่วนนึงเป็นคำถามว่า
มันถูกหรือมันผิด
แล้วคนอื่นเขาทำกันอย่างไร
เกือบทุกเรื่องในชีวิตมองได้สองด้าน (หรือมากกว่านั้น) เพราะฉะนั้น เวลามองในมุมหนึ่ง ก็คล้ายว่าจะมีอีกเสียงในตัวเองเอ่ยค้านขึ้นมา พยายามจะหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด และปลอดภัยที่สุดให้กับตัวเอง
แต่สุดท้าย การโต้เถียงในตัวเองนั้น น้อยครั้งที่จะจบสิ้นลงไปด้วยดี
สภาวะแบบนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น
เวลาที่สั่งสมก็ทำให้ฉันสร้างเปลือกขึ้นมามากมาย
ภาวะที่ขัดแย้งในตัวเองแบบนั้น ฉันไม่เคยหาคำจำกัดความที่สรุปทุกอย่างได้ตรงความรู้สึก
ฉันไม่กล้าจะเอาใจตัวเองไปวางอยู่ในสถานการณ์ที่คิดว่าเสี่ยงต่อความปลอดภัยของจิตใจ
เหมือนคนที่ก้าวขาออกไป แล้วก็ดึงกลับเข้ามา
สุดท้ายก็ยืนอยู่ที่เดิม
ฉันกลายเป็นคนที่ยืนอยู่บนรอยต่อ
จะเลือกยืนฝั่งนี้ แล้วมันควรหรือเปล่า
จะไปยืนฝั่งนู้น แล้วชีวิตต่อจากนี้จะเป็นยังไง
ฉันจะพลาดเหมือนเดิมอีกไหม
ทำแบบนั้นแล้วจะดีหรือ
เราจะทำได้หรือเปล่า
อะไรคือสิ่งที่ฉันควรทำ
อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่..
ฉันลืมไปว่า
ในชีวิต มันอาจไม่มีคำตอบที่ "ถูกต้องที่สุด"
มันมีแค่คำตอบที่ "เหมาะสม" กับเวลานั้น ตอนนั้น วินาทีนั้น เท่านั้น
และคำตอบที่ฉันจะเลือกไป
หลักเกณฑ์ของมันมีแค่ว่า
ให้มันเป็นสิ่งที่ตัดสินใจแล้วจะไม่เสียใจ
สิ่งสำคัญที่สุดในการกระทำอาจไม่ใช่ทั้งคำถามและคำตอบ
แต่เป็นใจที่จะพร้อมรับและปรับตัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่างหาก
ส่วนคำถามว่า ควรทำอย่างไร หากสิ่งที่เราทำไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นเลือก
ฉันที่อายุเลยเลขสองมาแล้ว หลงทางและทำเข็มทิศที่เคยมีหลุดหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
อาจเป็นเพราะฉันตัดสินใจได้ยากเหลือเกินในหลายครั้ง
เหมือนผู้ใหญ่ที่พยายามคิดอะไรให้ซับซ้อน เพราะรู้สึกว่ามันง่ายเกินไปสำหรับคำตอบนี้
สุดท้ายแล้ว.. ฉันก็ค้นพบว่ามันเป็นคำตอบง่ายๆที่เหมาะสมแล้ว
"เป็นตัวของตัวเอง"
:')