เมื่อหนังเรื่องหนึ่ง ทำให้ฉันรัก "ความรัก" มากกว่าที่เคย
posted on 02 Dec 2007 19:06 by windella in share-feelingฉันใช้ชีวิตอยู่ในสยามมา..18 เดือนแล้ว..
ภาพตึกระฟ้ามากมาย ผู้คนที่เดินขวักไขว่ เสียงเพลงที่เปิดดัง หรือแม้แต่ความวุ่นวายแต่มีเสน่ห์ของสยาม..
การได้เดินอยู่ใน"สยาม"แทบทุกวัน ทำให้ที่นี่เหมือนกลายเป็น"ห้อง"อีกห้องของฉัน
และในห้องนี้ ฉันก็ได้พบอะไรหลากหลายอย่าง..ที่ไม่เคยได้เจอ
อากาศของฤดูหนาว สร้างสีสันของเมืองได้อย่างมหัศจรรย์
ช่วงนี้ ฉันจะมีความสุขเวลามองเสื้อกันหนาวของผู้คนที่เดินผ่านไปมา เรารู้ดีว่าอากาศหนาวจากพวกเราไปสองสามปีแล้ว ในเมื่อวันนี้มากลับมาหาเรา ฉันก็อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนเสื้อกันหนาวในแต่ละวัน ตอนนี้ฉันใส่สีชมพูอยู่แหละ เพื่อนของฉันใส่สีเขียวกับสีเทา พวกเราแซวกันว่า ทำไมไม่หาคนใส่เสื้อสีฟ้าอีกคนล่ะ จะได้ครบตัวละครในรักแห่งสยามไปเลย
จะว่าไป..ช่วงนี้ฉันเปิดฟังเพลง "กันและกัน" บ่อยมาก ก็มันชอบเพลงนี้เอามากๆเลยนี่นา ฉันจำได้ว่าเมื่อวันก่อนยืนรอพี่บนรถไฟฟ้าที่สถานีสยาม..ฉันก็เปิดเพลงนี้ฟังจากมือถือ ก่อนจะแก้เบื่อด้วยการถ่ายรูปพวกนี้มา

ฉันชอบทั้งสองแบบเลย ทั้งภาพขาวดำ และภาพที่แสงออกเหลืองแบบนั้น เพราะสีของภาพมีเสน่ห์ในตัวมันเอง
ฉันมองนาฬิกา.. หกโมงครึ่งแล้ว ถ่ายรูปเสร็จ..ก็มองผู้คนบนชานชาลาต่อ สถานที่แห่งนี้คือศูนย์รวมคนจากแต่ละที่..คือจุดนัดพบ เมื่อมองไปก็เห็นคนที่มายืนรอคนรู้จักเหมือนฉัน ฉากหลังนั้นคือภาพศูนย์การค้ายามค่ำคืนที่สวยงามด้วยแสงไฟตัดกับสีดำของท้องฟ้า.. ภาพในดวงตาซ้อนกับบรรยากาศของหนังเรื่องหนึ่ง
สยามตอนกลางคืนสวยขนาดนี้เชียวเหรอ?
ฉันไม่เคยได้อยู่สยามตอนกลางคืน จะมีก็แต่ออกจากที่เรียนพิเศษตอนสองทุ่มนิดๆ แต่ก็ต้องรีบขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อที่จะถึงบ้านให้เร็วที่สุด เพราะความเหนื่อยล้าตลอดวันที่ผ่านมาด้วยล่ะมั้งที่ทำให้ฉันมองข้ามภาพที่สวยงามแบบนี้ไป
ขอบคุณหน้าหนาว ที่ท้องฟ้ามืดเร็วกว่าเคย .. ระหว่างยืนเหม่อลอย ในใจก็นึกไปถึงเรื่องต่างๆนานา ทั้งเรื่องที่ผ่านมา และเรื่องในอนาคต แล้วก็วกกลับไปที่หนังที่พึ่งไปดูกับเพื่อนมา วันที่ไปดูหนังกันคือวันกีฬาสี เราได้ดูรอบสี่โมงครึ่ง วันนั้นเรามีความสุขกันมากเพราะสีของพวกเราชนะที่หนึ่ง เป็นวันของความสุขจริงๆ.. เราคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้เต็มไปหมด
ฉันกดโทรศัพท์หาเพื่อน แต่ไม่ทันไรก็เจอเพื่อนอีกคนในชุดรด.เดินผ่านมา เราเอ่ยทักกันเสียงดัง ฉันไม่ได้วางสายมือถือในตอนนั้น ชั่วขณะหนึ่งเหมือนเราสามคนกำลังสื่อสารกัน ไม่รู้ทำไม แต่ฉันหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ หลังจากเริ่มหงุดหงิดกับการที่พี่มาช้า ก่อนจาก เพื่อนของฉันเอ่ยถามว่านั่นซีดีอะไรน่ะ
ฉันหยิบให้เขาดู มันคือซีดีเพลงประกอบภาพยนตร์ที่กำลังเป็นกระแสตอนนี้ ฉันถามว่าดูแล้วรึยัง เขาส่ายหัวขำๆแล้วก็บอกว่าไม่กล้าดู ตอนที่เขาเดินไปขึ้นขบวนรถอีกสาย ฉันก็เอ่ยไล่หลังว่า กลับบ้านดีๆนะ!
หันกลับมาอีกที พี่สาวก็มายืนรออยู่แล้ว..
ฉันเป็นคนอ่อนไหว ต่อมน้ำตาตื้น นั่งดูหนังไปก็ร้องไห้ไม่หยุด
แต่ฉันก็ประทับใจมากจากการดูหนังเรื่องนั้น ฉันชอบบรรยากาศ ชอบฉากในภาพยนตร์ ก็เขาใช้ห้องของฉันถ่ายเชียวนะ
ทั้งร้านไอศกรีมที่ฉันกับเพื่อนชอบไปนั่งคุยกัน ทางฟุตบาทที่ฉันเดินผ่านไม่รู้กี่ร้อยครั้ง สถานที่ให้ความบันเทิงที่ถูกใช้เป็นฉากยามที่ตัวเอกเฝ้าคิดถึงใครสักคนที่มีความหมายต่อเขา..
ฉันชอบฉากที่เขาใช้ใจกลางห้องของฉันถ่ายภาพตัวเอกวิ่งอย่างเต็มที่เพื่อไปหาใครอีกคน แค่นึกถึงฉากนั้นทำนองเพลงก็ดังขึ้นมาในหัวอัตโนมัติแล้ว
ฉันก็เคยวิ่งด้วยความรู้สึกแบบนั้น ยังจำได้เลยว่าตอนที่วิ่งไปก็เหมือนจะร้องไห้กับยิ้มไปพร้อมๆกัน รู้สึกเหมือนตัวเอกเป็นตัวเอกในหนังสักเรื่อง ช่วงเวลา ณ ตอนนั้น เหมือนโลกของฉันกลายเป็นสีต่างๆสลับกันไป
อ่อ อีกอย่างที่ฉันชอบมาก คือความเหงาของตัวเอกอีกคน..
ความรู้สึกของคนเราชอบเล่นตลก ชอบทำให้เราร้องไห้ แค่นึกถึงเรื่องในอดีตก็ทำให้น้ำตาพรั่งพรูจากความเหงาได้
ในแต่ละวันที่ผ่านไป ฉันรู้สึกเหงาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ในขณะเดียวกัน หลายครั้งเช่นกันที่มันถูกลบทิ้งไปและแทนที่ด้วยรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะ
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะพวกนั้น มาจากความรักของคนรอบตัวฉันนี่เอง..
มีหลายต่อหลายอย่างที่หนังเรื่องนั้นบอกกับฉัน
มันบอกฉันว่า ความรักสวยงามกว่าที่มองเห็น..
แต่มันก็ถามต่อว่า ถ้าความรักสวยงาม แต่ทำให้เจ็บปวด..ยังจะรักอยู่มั้ย แล้วถ้าไม่ เธอจะอยู่ได้รึเปล่าโดยไม่มีความรัก
เมื่อก่อนฉันเชื่อในความรักมาก..มากจนลืมมองความเป็นจริง
นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันทรมานกับอดีตมากมายเหลือเกิน ทุกวันนี้ จิตใจฉันหายดีแล้ว แต่ที่ไม่ยอมทิ้งห่างไปไหนคือความอ่อนไหวที่ฝังแน่น กับความเหงาที่กลายเป็นเพื่อนข้างกาย
ฉันเคยเหนื่อยกับความรัก เมื่อเหนื่อยกับความรักก็เหมือนพลังของร่างกายถูกสูบหายไปไหนหมดก็ไม่รู้
กว่าจะฟื้นตัวได้ ก็นานนัก คงเป็นเพราะเราคือวัยรุ่นที่ใช้เหตุผลกับความรักแบบผิดๆ เวลาถูกทำร้ายก็เลยเสียอกเสียใจอย่างรุนแรง
แต่ความรัก ฝากความทรงจำมากมายไว้ในนี้..
ความรักแบบวัยรุ่นของมิวกับโต้ง..ความรักของพ่อแม่ในครอบครัวของโต้ง..ความรักของเพื่อนในวงดนตรีของมิว ความรักที่ไม่สมหวังแต่เต็มไปด้วยความจริงใจของหญิง ความรักทุกๆแบบในหนังทำให้ฉันยิ้มทั้งน้ำตา
ทำให้นึกออก..ทำให้จำได้..ว่าความรักน่ะ สวยงามจริงๆ
ตอนนี้..ทุกๆวันของฉันเกิดขึ้นในสยาม นี่คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฉันรักหนังเรื่องนี้
เหมือนที่บทของตัวละคร มีฉากเกิดขึ้นในสยาม ที่ไม่เหมือน ก็ตรงที่คงไม่มีใครมากล้องตัวใหญ่มาถ่ายrealityชีวิตของฉันหรอก
แต่ต่อจากนี้ ฉันคิดว่าฉันจะใช้กล้องถ่ายรูปให้มากขึ้น ถ่ายเพื่อน ถ่ายพ่อกับแม่ ถ่ายบรรยากาศสวยๆรอบๆตัวอย่าง"ห้อง"อันกว้างใหญ่ของฉัน จะได้บันทึกเรื่องราวต่างๆเอาไว้ได้
และเมื่อเอารูปภาพเหล่านั้นมารวมกัน.. ก็คงได้หนังอีกเรื่องที่เก็บเอาไว้ดูส่วนตัว
ยามได้ย้อนกลับมาดูหนังเรื่องนี้ คงทำให้น้ำตาไหลได้ทุกครั้ง
เพราะมัน มีความรักมากมายอัดแน่นอยู่ในนั้นนั่นเอง..
ปล .คงไม่ผิดนะ.. ถ้าฉันจะแอบตั้งชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า
.."รักแห่งสยาม"
วันนี้เขียนยาวมาก..ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนจบนะคะ ^^
รัก "ความรัก" จังเลย..
เพลงประกอบก็เพราะมากๆเลย

)
สาวน้อย อ่อนไหว อ่อนโยน
#1 By moodee on 2007-12-02 21:09