ฝ้ายอยู่สายวิทย์ ทั้งๆตัวเองก็ไม่ได้ถนัดสายวิทย์เอาเลย

ตอนนี้อยู่ม.5 ใกล้เวลาที่จะต้องลงสู่สนามสอบครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ช่วงนี้มีแต่คนถามว่า "จะเข้าคณะอะไร"

ฝ้ายบอกไปว่า "กำลังดูๆศิลปกรรมอยู่ค่ะ"

แล้วก็มักจะถูกถามกลับมาว่า "อ้าว ทำไมไม่เรียนหมอล่ะ"

.......

ฝ้ายได้แต่หัวเราะแหะๆ ในใจคิดว่า

"ชั้นไม่ชอบวิทยาศาสตร์(โว้ย!)"

 

 

เรียนหมอ ฟังฉลาดดี เงินดี ไม่ตกงาน มั่นคงดี เรียนไปแล้วอาจจะหน้าตาดีตาม (เอิ่ม.. อันหลังช่างมันเถอะ)

ความจริงแล้ว ตอนสอบเข้าม.ปลาย ฝ้ายยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นอะไรดี เลยเลือกสายวิทย์ไปก่อน (ความจริงแอบลังเล ว่าจะเข้าศิลป์คำนวณไปดีมั้ย) แต่คิดไปคิดมา ไอ้ที่ๆจะสอบเนี่ย..มันติดยากจะตาย เราอาจจะไม่ติดก็ได้ สอบไปเล่นๆเท่านั้นแหละ หึๆ

ผลปรากฎว่ามันติด ปัจจุบันก็เลยเป็นเด็กสายวิทย์ พอเป็นเด็กสายวิทย์ ทุกคนก็อยากให้เรียนหมอ

เรียนหมอน่ะดีนะ.. ค่ะ (มันดี ไม่มีใครเถียงหรอกว่าเรียนหมอจะไม่ดี)

เรียนหมอน่ะมั่นคงแถมเงินดีด้วย ..ค่ะ

ไหนๆก็เรียนสายวิทย์ แล้วทำไมไม่เรียนหมอล่ะ ไม่เสียดายความรู้เหรอ จะไปเรียนศิลปะทำไม

.........................

 

 

ฝ้ายว่าเมืองไทย ติดค่านิยมเรื่อง "เรียนหมอ" เอามากๆ

แต่กับศิลปะแล้ว..ในสายตาของผู้ใหญ่เท่าที่เจอมา ไม่มีใครเชียร์ให้เรียน ไม่มีใครสนับสนุนสักคน

แถมกับบางคนยังเป็นอคติแง่ลบว่าเรียนศิลปะแล้วอาจหางานไม่ได้และกลายเป็นจิตรกรไส้แห้งก็ได้

คุณพ่อของฝ้ายเรียนทันตแพทย์มา ท่านอยากให้เป็นหมอฟันเอามากๆ..

บ้านฝ้ายไม่ได้ถึงกับบังคับว่า 'ต้อง' เรียนอะไร แต่ส่วนใหญ่จะบอกว่า

'อยากเรียนอะไรก็เรียนเถอะ ชอบอะไรก็เรียนไป' แล้วก็จะมีหยอดท้ายว่า   

 

..'แต่เรียนหมอดีกว่านะ'

 

 

 

เรื่องของการเลือกอาชีพ ตัวเองก็เครียดอยู่เหมือนกัน เพราะถูกถามมาตั้งแต่ม.ต้นแล้วว่าอยากเป็นอะไร แต่ฝ้ายจะตอบว่ายังไม่รู้ไปเสียทุกครั้ง

เมื่อก่อนตอนเด็กๆฝ้ายชอบวาดรูป ดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมเดียวที่ทำแล้วได้รับคำชมว่ามีพรสวรรค์อยู่จำนวนหนึ่ง ตอนเด็กๆก็เคยอยากเป็นจิตรกร เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะมันมีอะไรบ้าง

อ่อ อาจจะรู้จักอยู่อย่างก็ อินทีเรีย ดีไซเนอร์

แต่ไปๆมาๆวันหนึ่งก็คิดกับตัวเองว่า ถ้าเรียนศิลปะไปจริงๆ เราจะสู้คนอื่นที่เค้ามีหัวมากกว่าเราได้เหรอ เราไม่ได้ครีเอทีฟ หรือ 'ติสต์' เหมือนใครๆ เรียนไปยังไงก็แพ้เค้าอยู่ดี

โครงการจิตรกรน้อยจึงพับเก็บไป ช่วงม.ต้นไม่เคยคิดถึงอีก

ช่วงม.ต้นค้นเจอตัวเองอีกอย่างคือเป็นคนชอบเขียน

ตอนเรียนประถม เพื่อนพี่เขียนเรื่องแฟนตาซีๆเองวาดรูปประกอบเอง พี่บอกว่ามันแต่งเล่นๆให้เพื่อนในห้องอ่าน พอเราได้อ่านก็อยากเขียนมั่ง ใช้สมุดโรงเรียนเขียนได้ตั้ง5-6เล่ม แถมประกอบกับชอบวาดรูป ก็เลยเลียนแบบวาดประกอบเองด้วย

ตอนม.ต้น เล่นอินเตอร์เน็ตก็ชอบแต่งเรื่องโพสต์ด้วย สนุกดีกับการนั่งคิดพล็อตเรื่อง คิดตัวละคร ช่วงม.ต้นก็เป็นครั้งแรกที่ได้ลองเขียน 'ไดอารี่ออนไลน์' ชอบมากๆที่ได้เขียนเรื่องแล้วมีคนอื่นเข้ามาอ่าน มีความสุข

ความฝันว่า อยากเป็นนักเขียนที่มีหนังสือเป็นของตัวเองก็ผุดขึ้นมา
แต่พอบอกพ่อกับแม่ ทั้งคู่บอกว่า เรียนอะไรก็เป็นนักเขียนได้ แต่นักเขียนไม่เหมาะจะเป็นอาชีพหลักหรอก

อันนี้เราก็เห็นด้วย..สุดท้าย ..'นักเขียน' จึงยังไม่ใช่คำตอบ แต่ยังเก็บฝันไว้ว่าอยากจะเป็นนักเขียนเป็นอาชีพเสริม

เรียนจนจบม.ต้น..ไม่มีวิชาไหนชอบเป็นพิเศษเลย ยกเว้นศิลปะที่พอจะเพลินได้บ้างเวลาทำงาน เพราะรู้สึกสนุกดี

แต่สุดท้ายคำถามที่ว่า "อยากเป็นอะไร" ก็ยังไม่มีคำตอบ

มาม.ปลาย ชีวิตม.ปลายทำให้รู้ว่า ตัวเองไม่ใช่เด็กสายวิทย์หรอก แค่อยู่ในระดับที่ 'พอเรียนได้' ก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวแล้วว่าไม่ชอบวิชาคำนวณ ไม่ชอบตัวเลขแล้วก็ไม่ถนัดขั้นรุนแรง

คำถามนั้นถูกถามถี่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังหาตัวเองไม่เจอสักที อิจฉาพวกเพื่อนที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเป็นวิศวกร..จะเป็นศัลยแพทย์.. แล้วตัวเราอยากเป็นอะไรกันแน่ล่ะเนี่ย

แต่จะเรียนทางด้านศิลปะเหรอ..ก็กลัวแพ้คนอื่นเค้า

สุดท้ายก็เลยตัดสินใจไปเรียนdrawing เวลาทำงานมันก็เพลินมือดี เคยทำถึงตี2ยังไม่ง่วงเลย

ตัวเองเป็นคนชอบหนังสือ เลยเริ่มสนใจด้านgraphic design ความจริงสาขาที่เกี่ยวกับศิลปะมีเยอะ ที่เรียนก็เช่นกัน จึงยังไม่ได้กำหนดแน่นอนว่าอยากเข้าที่ไหน

แต่พอตอบใครๆไปว่า อยากเข้าศิลปกรรม.. ทุกคนกลับเชียร์ให้เรียนหมอ

 

 

 

 คุณลุงของฝ้าย..บอกว่า เรียนศิลปะน่ะ มันต้องไปเป็นลูกน้องเค้านะ เราต้องไปเสนองานให้เค้า ถ้าเค้าไม่ชอบ เค้าก็ไม่รับเรา สมมติถ้าเป็นหมอ เป็นหมอฟัน เธอก็จะได้เปิดคลีนิคเป็นของตัวเอง แล้วยังไงๆก็มีคนไข้ไม่ต้องกังวลว่าเรียนไปแล้วจะตกงาน

วันนั้นฝ้ายทนไม่ไหว ฝ้ายบอกว่า ถ้าฝ้ายเลือกได้ว่าจะชอบอะไร ฝ้ายอยากให้ตัวเองชอบเรียนวิทยาศาสตร์

อยากให้ตัวเองเก่งเลข อยากให้ตัวเองอยากเรียนหมอ เพราะข้อดีทุกอย่างที่คุณลุงพูดมา ฝ้ายไม่เถียง ดีด้วยซ้ำ งานดีเงินดี ใครจะไม่อยากเป็น

แต่ฝ้าย ' ไม่ชอบ '

คุณลุงถามว่าตอนนี้เรียนแล้วเกรดเป็นยังไง

เกรดฝ้าย ถ้าวิชาทั่วไปก็ดี แต่ช่วงหลังๆพวกเคมีฟิสิกส์ชีวะ จากม.4ที่เคยได้เกรด4 ตอนนี้เริ่มร่วงแล้วค่ะ เลขไม่ต้องพูดถึง อาการหนักที่สุดแล้ว

คุณลุงบอกว่า ถ้างั้นก็ไปเรียนพิเศษเพิ่มสิ พยายามหน่อย จะได้คะแนนดีๆ ทำไมไม่สู้คนอื่นเค้า

...ฝ้ายเงียบไป

ฝ้ายไม่ได้อยากแข่งกับใครเพื่อให้ได้เรียนหมอ เพราะฝ้ายไม่ชอบมันเอาซะเลย

พ่อฝ้ายบอกว่า เค้ารู้ว่าฝ้ายอยู่ระดับไหน แล้วเค้าก็รู้ว่าถ้าเรียนทันตะละก็ เรียนได้แน่ เค้าบอกว่าตอนเรียนจริงๆมันจะเกี่ยวกับศิลปะ ความรู้ด้านทฤษฎีจะไม่ค่อยได้ใช้หรอก พวกเลขกับเคมีฟิสิกส์ก็โผล่มานิดเดียวเอง

อยากถามว่า..พูดไปถึงเรื่องเรียน แต่เรื่องสอบเข้าล่ะคะ คิดว่ามันง่ายเหรอ

คำที่ฝ้ายพูดเหมือนกันตอนที่คุยกับลุงกับพ่อก็คือ

"เรียนหมอ..อาจจะเรียนได้ แต่มันจะดีกว่าไม่ใช่เหรอคะ ถ้าเราได้เรียนในสิ่งที่เราชอบ"

 

 

พ่อเคยพูดไว้ว่าเรียนศิลปะน่ะ งานหนักมากนะ งานหนักกว่าหมอเสียอีก โปรเจคนึงทำกันข้ามคืนงี้ เหนื่อยไม่ใช่เล่น

แต่ฝ้ายคิดแค่ว่า เรียนอะไรงานมันก็หนักทั้งนั้นแหละ หนักมากหนักน้อยต่างกันบ้าง แต่ยังไงเราก็ต้องเจอ แล้วถ้าชอบจริงๆ ยังจะต้องกลัวงานหนักไปเพื่ออะไรล่ะ..?

 

 

บางครั้งฝ้ายก็อยากให้เปิดใจบ้างนะ สมัยนี้ไม่ใช่ว่าเรียนพวกศิลปะแล้วจะต้องจนหรือตกงานแน่ๆ..แถมมันมีอะไรอีกมากมายที่มากกว่าคำว่า "จิตรกร" หรือ pure art ที่เห็นๆกันนะ..

ไม่อยากใช้คำว่าอคติ แต่กับผู้ใหญ่บางคน มันเป็นแบบนั้นจริงๆ

ไม่ใช่ว่าฝ้ายไม่เข้าใจถึงความหวังดีของคนที่ผ่านโลกมาก่อน.. ฝ้ายรู้ว่าชีวิตมันไม่ง่าย ไม่มีใครได้สิ่งที่ต้องการไปหมดเสียทุกอย่าง เอาเข้าจริงๆเรียนมาอาจจะไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ ชีวิตไม่ใช่แค่ความฝันที่อยากเป็นอะไรก็เป็นได้ ในอนาคตเค้าก็อยากให้เรามีฐานการงานที่ดี มั่นคง เลี้ยงตัวได้ ไอ้จะทำตามฝันไปหมดเสียทุกอย่างแล้วกลับมาตายรัง..ชีวิตมันไม่ใช่แบบนั้น

 

 

แต่ผิดหรือเปล่าที่ฝ้ายไม่ได้อยากเป็นหมอ

ผิดหรือเปล่า ..ที่อยากเรียนศิลปะ?

ผิดหรือเปล่า ..ที่อยากไล่ตามฝันของตัวเอง

 

ปล. คาดว่าจะมีคอมเม้นท์ที่มีความเห็นแตกต่างกันไป แต่ไม่รู้สิคะ..== กลัวเหมือนกันที่จะต้องเจอคอมเม้นท์ที่ทำเราฝ่อ ประหลาดดีแท้ ยังไงก็คอมเม้นท์แบบเอ็นดูกันหน่อยละกัน แหะๆ

ปล.2 ก็คนมันไม่เก่งวิทย์นี่หว่า ฮือๆๆๆ TT^TT

ปล.3 เพลงนี้ โดนซะ

edit 20.23 น.

อย่างแรกค่ะ..ตกใจมาก มากถึงมากที่สุด ที่เปิดเข้ามาแล้วมี80กว่าคอมเม้นท์ ฝ้ายนั่งเล่นเนตไปลองรีเฟรชไปเรื่อยๆ โอว..100แล้ว OoO....

อยากบอกว่า ขอบคุณทุกคนมากๆ แต่ละคอมเม้นท์ถึงจะยาวแต่ฝ้ายอ่านหมดนะ ขอบคุณทุกๆคำแนะนำ ฝ้ายคงจะเขียนภาคต่อซะหน่อย เขียนขอบคุณแล้วก็อยากจะเล่าอะไรนิดหน่อยเพิ่มเติมด้วย ถ้ามีใครที่เปิดเข้ามาซ้ำละก็ ฝ้ายขอบคุณไว้ตรงนี้เลยนะคะ

ขอบคุณมากๆ..

ถ้ามีโอกาสอย่าลืมเข้ามาอ่านนะคะ..

ปล. จะค่อยๆกลับไปคอมเม้นท์นะคะ เยอะมากกกกจริงๆ เห็นแล้วอึ้ง มีหลายๆคนที่ฝ้ายก็อยากบอกอะไรเหมือนกัน โดยเฉพาะน้องๆที่เข้ามาอ่าน

อีกรอบ..

ขอบคุณมากจริงๆค่ะ จาก ใจ

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เหมือนชีวิตผมเลยครับ
ชอบศิลป์แต่เรียนวิทย์เพราะค่านิยมของคนรอบตัวที่กรอกหูว่าเป็นหมอดียังงั้นดียังนี้
ทุกวันนี้เลยไม่ต่างอะไรกับหมาครับ
จงไปตามเส้นทางที่หัวใจน้องฝ้ายเรียกร้องเถอะครับ
เรียนในสิ่งที่ชอบ ทำงานในสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข
เพราะเราต้องอยู่กับมันไปจนตาย
ชีวิตเรา เราต้องเลือกเอง
อย่ากลัวอะไรล่วงหน้าครับ surprised smile

#1 By Ripley on 2008-01-05 19:41

อยากไปทางไหน ก็มุ่งไปเลยครับ

ชีวิตเรา ความสุขเรา

อย่าให้คนอื่นจูงconfused smile

#2 By เอกน้อย on 2008-01-05 19:58

งั้นเราว่าเลือกเรือนในสิ่งที่ตนเองชอบแหะ จะได้มีความสุกในตอนเรียน และเลือกอาชีพที่ตนเองอยากเป็นจะดีที่สุดนะค่ะ และพอเราดังในงานสาขาที่ทำงานอยู่ก็จะได้เงินมากขึ้นไม่แน่อาจมากกว่าหมอด้วยซ้ำdouble wink

แต่ก็จิงนะที่คนไทยอยากให้ลูกเรียนหมอไม่รู็ทามไมembarrassed

แต่ถ้ามีเป้าหมายที่อยากเปนอาชีพไหนก็ควรจะทำตามเป้าหมายน้นให้ลุลว่งไป แต่ถ้ายังไม่มีอาชีพที่ใผ่ผันทีละก็เลือกสายวิทละกานเพราะสามาถรต่อได้ลายอาชีพนะbig smile

#3 By bico on 2008-01-05 20:01

ช่วงนี้เทรนด์เรียนหมอมาแรงอีกแล้วเหรอ??

ดูอย่างพี่สิครับ เรียนหมอปุ๊ปหน้าตาดีขึ้นมาทันทีsad smile ล้อเล่นนะฝ้าย คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวดีกว่า พ่อแม่ครอบครัวคาดหวังเราอยู่แล้วละครับ พี่เป็นลูกชายคนโตโดนคาดหวังมาโดยตลอดและก็ทำตัว
ให้เขาผิดหวังได้ทุกทีไปสิ

พี่นี่เลือกเรียนศิลป์เลย หักดิบพ่อตั้งแต่ม.ปลาย อิๆ แถมเอนท์ศิลปศาสตร์อีก พ่อคงเซ็งมาก ไม่เคยพูดถึงเรื่องเรียนและพี่ก็คิดว่าเวลาใครมาถามว่าลูกเรียน
อะไรพ่อจะอายที่จะตอบ แต่พี่ก็ไม่สนนะ อยากทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำมากกว่า

เรื่องนักเขียนพี่ก็อยากเป็น แต่แม่ก็พูดเหมือนกันว่านักเขียนวันหลังค่อยทำก็ได้ ซึ่งตอนนี้พี่ว่าแม่พูดถูก พี่มาเขียนในบล็อกแล้วมีคนเข้ามาชอบก็มาอ่านมันก็เหมือนได้ทำความฝัน
ให้เป็นจริงอย่างนึง

พี่รู้สึกว่าครอบครัวฝ้ายยังให้ทางเลือกอยุ่พอสมควร และรู้สึกว่าที่บ้านฝ้ายก็ไม่ได้ลำบากอะไร เพราะฉะนั้นพี่จะยุส่งอย่างเอ็นดูว่า ทำตามที่เราชอบไปเถอะ เพราะชีวิตจากนี้มันเป็นของเรา เราต่างหากที่เป้นคนใช้ชีวิตไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่ลุง แต่...ย้ำว่าแต่ เนื่องจากเราเป็นคนเลือกทางเดินของเราเองเพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดตามมาในอนาคต
เราต้องเป็นคนรับผิดชอบ เช่น งานอาจจะหนัก เงินอาจจะน้อย ไม่มั่นคง ไอ้ตรงที่พ่อแม่ครอบครัวเรากลัวเนี่ย ในอนาคตเราต้องทำให้ืท่านเห็นว่าเราเลี้ยงตัวเองได้นะ ให้ท่านเห็นว่าเราเลือกไม่ผิด

ขอให้ฝ้ายได้เดินในทางที่ตัวเองเลือกและประสบความสำเร็จครับdouble wink
แม่นแล้วครับ ผมอยู่บดินทร

แล้วเป็นวิทย์ที่อยากเข้าคณะสายศิลป์ด้วยเฉกเช่นเดียวกัน

#5 By บ้าเปล่า on 2008-01-05 20:38

"เรียนหมอ..อาจจะเรียนได้ แต่มันจะดีกว่าไม่ใช่เหรอคะ ถ้าเราได้เรียนในสิ่งที่เราชอบ"
เป็นคำพูดที่ถูกต้องที่สุดครับ !!!

หากอยากเรียนทางด้านศิลปะด้วยใจรัก ก็เลือกเรียนเถอะครับ
เพราะการได้เรียนในสิ่งที่เรารัก มันคือความสุขของคนที่เรียน
อย่างที่คนอื่น, ที่ไม่ได้เรียน, จะไม่สามารถรับรหรือเข้าใจได้เลย
และเมื่อได้เรียนในสิ่งที่ชอบแล้ว เรื่องอนาคตก็ไม่ต้องกังวล
เพราะเมื่อเรามีความสามารถในสิ่งใดๆ อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว
สิ่งนั้นย่อมจะเป็นประโยชน์แก่เราต่อไปได้อย่างแน่นอน

แต่ถ้าหากยังสนใจเรียนหมอ ก็เชิญได้ครับ
เพราะเมื่อเรียนหมอแล้ว ก็ยังสามารถทำอย่างอื่นเพิ่มเติมได้
อาจารย์หมอหลายท่าน เป็นหมอที่เก่ง และเป็นจิตรกรที่เก่งอีกด้วย
หรือบางท่านก็เป็นนักเขียนที่มีสำนวนชวนอ่านอย่างยิ่ง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสนใจ และการฝึกฝนเป็นสำคัญ
เมื่อรักจะทำสิ่งใด ให้ทำตามที่ใจรัก อย่าทอดทิ้ง
และถ้ารักทั้ง ๒ อย่าง ก็ทำให้มันเต็มที่ไปทั้ง ๒ อย่างนั้นเลย

เอาใจช่วยครับ ขอให้ได้เรียนในสิ่งที่รักนะครับ big smile

#6 By รัตนาดิศร on 2008-01-05 20:39

เห็นด้วยกับหลายๆคอมเม้นท์นะครับ

ค่านิยมของคนไทยมาแต่เดิม ได้แก่การรับราชการ
การเป็นตำรวจ ทหาร แพทย์ ผู้ใหญ่มีความเห็นว่าล้วนเป็นอาชีพที่มั่นคง

หลายๆครอบครัวยังคงคิดเช่นนั้น

อาชีพอย่างศิลปินต่างๆยังคงดูไม่มั่นคงในสายตาของผู้ใหญ่

ความฝันของเรากับความเป็นจริงกลายเป็นสิ่งที่สวนทางกัน

พี่เคยดูละครหรือหนังเรื่องอะไรจำไม่ได้แน่ชัดนะครับ แต่ตัวละครพ่อและแม่คุยกันไว้ว่า
"เราไม่อาจจะอยู่เคียงข้างลูกได้ตลอดไปแต่ความสุขของลูกสิ่งที่เค้ารักจะอยู่กับเค้าตลอดไป"

พี่ว่าคนในครอบครัวผู้ใหญ่หวังดีกับน้องฝ้ายนะครับจึงได้พูดและเสนอทางเลือกให้แก่เราเช่นนั้น

ก็ขอเสนอความคิดเห็นเพียงว่า
ขอให้น้องฝ้ายนำอุปสรรคปัญหา มาแปรเปลี่ยนเป็นความ "มุ่งมั่น" มากกว่า"หมองหม่น"
พิสูจน์ให้ใครต่อใครเห็นว่าทางที่เราจะเลือกดังต่อไปนี้
เราสามารถทำให้มันกลายเป็นจริงได้ดั่งที่ใจเราหวัง

หวังว่าพื้นที่แห่งความฝันกับความเป็นจริงจะถูกเติมเต็มด้วยความพยายามและความตั้งใจครับsurprised smile
พี่คะ . . .
ขอบคุณมากค่ะที่เขียนเรื่องนี้

ตอนนี้หนูก็อยู่สภาพเดียวกับพี่เลยนะ
ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมใครหลายๆคน
ไม่เห็นความสำคัญกับเรื่องนี้เลย

เศร้าเนอะ

#8 By HOMO(sap)IENS on 2008-01-05 20:58

อย่าซีเรียสค่ะเรียนไรก้อดีทั้งน้านนแค่เราเป็นคนดีของสงัคมทำปรธโยชน์เพื่อประเทศชาติก้อพอและค่ะ.สู้ๆ big smile

#9 By goong (124.120.153.215) on 2008-01-05 20:58

Hot! Hot! Hot! big smile

#10 By HOMO(sap)IENS on 2008-01-05 21:01

"ไม่ผิดตรงไหน"

วนไปวนมา จินตนาการถูกความจริงปิดบัง
ทำไมชีวิตช่างเหมือนกัน
แต่แม่เราให้เรียนอะไรก็ได้ แต่พออยู่กับญาติผู้ใหญ่
ก็จะยัดให้เราเรียนทางวิทย์ [เอ๊ะ ยังไงกัน]
เราบอกว่าไม่ชอบเคมี ย่าเราบอกให้เรียน ๆ มันสำคัญ
เราบอก เรียนไปทำไมเรียนไปต้มน้ำกินมาม่า
แล้วย่าเราก็บอกว่า มันสำคัญนะ มันต้องจำนู่นนี่ แล้วเหตุผลจริงมันคืออะไร

เี่ราเรียนสายวิทย์ วันนั้นนั่งคุยกับเพื่อนที่เรียนสายศิลป์
เค้าบอกเราว่าเรียนวิทย์นี้แสดงว่าตั้งใจจริงๆที่จะเป็นหมอ
วิศวะ บลาๆ ... เราก็ เอ่อ.. เหตุใดทำไมคิดยังไงกันเช่นนี้
เราว่าหมอเป็นอาชีพที่ยังไงก็ไม่รู้ ก็คือเก่งนะที่เก่งเพราะเรียนหนังสือเก่ง จำชื่อต่างๆได้ แต่หมอแค่สั่งยามามั่วๆทดลองดูว่าเราหายเปล่า ถ้าไม่หาย มาใหม่ก็ให้ยาใหม่ไป

เราว่าเลือกอันที่ตัวเองชอบดีกว่า
บอกครอบครัวไปเล้ย ว่า
ถ้าเรียนหมอ แต่เวลาอ่านหนังสือสอบต้องอ่านแบบน้ำตาหยดติ๋งๆ
คือแบบมันต้องสอบในวิชาที่ไม่ชอบ เรียนไปก็ไม่มีความสุข ไม่มีความสุขไปคตลอดชีวิตเลยนะ
เรียนศิลปะต้องเป็นลูกจ้างนั้น เอ่อ..
ถ้างานเราดีไม่เห็นต้องง้อใครเลย [ยากแฮะอันนี้]
ฝึกๆ เยอะๆๆ ขยันๆๆ งานก็ดีเองแหละ เอิ้กๆ


cry
ฮเล่ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มาฝึกฝนกันเถอะ
ฮูเล่ เย้ๆ สู้ๆ ฮ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
big smile big smile big smile big smile big smile

#11 By ชิเมะ ★ on 2008-01-05 21:01

คงคล้ายๆผมแหละ

แต่ก็ภูมิใจนะ ที่ได้เลือกเอง

สำหรับผม
ชีวิตเป็นของใคร - ของกู - จบ

สำหรับหลายๆคน
ชีวิตเป็นของใคร - ของพ่อ, ของแม่, ของญาติ - เออ เมิงก็เป็นหมอไปซะ

cry

#12 By book on 2008-01-05 21:37

พ่อเป็นหมอฟัน ท่าทางที่บ้านก็มีเงิน จะเรียนก็เรียนตามที่ชอบได้เลยนี่คะ พี่น่ะ จนมาก จะเลือกเรียนศิลป์มันก็ไม่กล้า บอกตรงๆว่ากลัว กลัวอะไรที่ไม่แน่นอน จะอยู่โดยไม่มีเงินเนี่ย น่ากลัวที่สุด โดยเฉพาะในกรุงเทพด้วยแล้ว =='' (พอดีเป็นคนกทม.น่ะนะ) คนที่เค้าทางเลือกน้อยกว่ายังมีอีกเยอะค่ะ เรื่องเงินน่ะสำคัญที่สุดสำหรับพี่นะ เพราะไม่มีใครมาซับพอร์ทเรื่องเงิน แมก็ทำงานอยู่คนเดียวด้วย ถ้าพี่ทำงานหลักลอยแม่ต้องลำบากแน่ๆ และตอนนี้พี่ก็เรียนอะไรที่ตัวเองไม่ชอบ แต่งานค่อนข้างจะเงินดีอยุ่ ซึ่งก็ค่อนข้างจะต้องสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองตลอดเวลา เพราะมันไม่ได้ชอบตั้งแต่แรกไง

เรื่องความคาดหวังของคนรอบข้างนี่เราถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆมากๆ ถึึ้งเค้าจะผิดหวังกับเราตอนนี้ แต่มันไม่มีทางเป็นไปตลอดหรอก พ่อแม่ยังไงก็ให้ลูกไ้ด้เสมอ ไม่มีใครไม่รักลูกหรอก(กรณีปกติทั่วไป)ถึงเรีียนไปหาเงินใช้ไม่ทันจริงๆ ยังไงเค้าก็ต้องยอมให้อะ จริงๆนะ เพราะฉะนั้น ที่บ้านก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินอะไร ดูๆไปแล้วน้องเอาคำพูดคนรอบข้างมาคิดมากและเครียดไปเอง ยังไงก็ คิดว่าเลือกเรียนที่ตัวเองชอบได้ไม่น่าลำบากอะไร

#13 By na m pu eng on 2008-01-05 22:03

รู้สึกผู้ปกครองผ้ายจะพูดเหมือนกับผู้ปกครองเราเลยsad smile
พูดบ่อยๆจนรู้สึกไม่ใคร่อยากเป็นหมอเท่าไหร่

ชอบวาดรูปเหมือนกัน
เคยบอกพ่อว่าอยากเรียนจิตรกรรม
ดีที่พ่อไม่บังคับให้เรียนหมอ
แต่แนะมาว่า
ลองดูคณะสถาปัตย์ดูสิ
หลังจากนั้นก็เริ่มชอบคณะนี้
รักงานในทางนี้
โชคดีที่คุยกับพ่อก่อนจะตัดสินใจแบบโต้งๆ
ถึงแม่จะเปรยๆว่าอยากให้เรียนหมอก็เถอะ - -"

ตอนนี้อยู่ม.5 รอคอยกับชีวิตแอดมิชชั่น

ไล่ตามความฝันไม่ผิดจ๊ะ
แต่พ่อแม่เค้าก็คงห่วงน่ะว่าจบมาแล้วจะทำไร
เพราะงานศิลปะในไทยใช่ว่าจะรุ่งเรืองนัก
จารย์ศิลป์เราเคยบอก
ถ้าเรียนจบแล้วอยากสร้างชื่อ สร้างงาน
ให้หมกตัววาดรูป วาดๆๆ แล้วส่งประกวด
ได้รางวัลมาเรื่อย ชื่อก็มาเอง
สู้ๆจ้าาา

อีกๆ สายวิทย์ลงคณะศิลป์ไม่ผิดหรอก
ไม่แปลกด้วย
เพราะสายวิทย์สำหรับเราคือสายเผื่อเลือก
มันไม่ปิดกั้นโอกาสจนมากไป
คนที่เรียนสายศิลป์แล้วรู้ตัวทีหลังว่าชอบวิทย์เสียอีก
ผิด..
เพราะมันไม่สามารถเปลี่ยนได้แล้วdouble wink

#14 By iM * SEsai on 2008-01-05 23:59

อ่านแล้วรู้สึกฉึกๆๆๆ แทงใจดำ
ในที่นี้ พี่จะขอเล่า"อีกแง่มุมหนึ่ง"
ในฐานะคนที่เคยผ่านจุดนี้มาเหมือนกันละกันน้า

ตัวพี่เองก็เรียนสายวิทย์มาทั้งๆ ที่อยากจะลองเลือกเรียนศิลป์
แต่ว่าท้ายสุดพี่ก็รู้สึกดีใจทีี่เรียนสายวิทย์มานะ
ถึงตัวเองอาจจะทำไม่ได้ดีเท่าไหร่
พอมาถึงตอนเลือกคณะนี่ก็ อยากจะเรียนสถาปัตย์
คิดว่าเรียนตามใจพ่อแม่มาแล้ว ต่อไปนี้เราอยากจะขอลิขิตด้วยตัวเองบ้าง

แต่ว่าก็โดนพ่อแม่คัดค้าน ท่านอยากให้เรียนนิติ
ตอนนั้นก็ทะเลาะกันใหญ่โต รู้สึกว่าทำไมพ่อแม่ไม่เข้าใจเราเลย
เข้าใจว่าท่านหวังดี แต่เราเองก็รู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุด เราชอบที่สุด มันคืออะไร
ตอนที่ยื่นคะแนนเอนท์คะแนนพี่ก็ดีพอที่น่าจะติดทั้งสองอย่าง
จนท้ายที่สุดก็ได้นิติไป อดเรียนสถาปัตย์

ตอนแรกพี่รู้สึกแย่มาก ก็เลยยิ่งทำให้ตัวเองต่อต้าน ปรับตัวเข้ากับชีวิตมหาลัยได้แย่
ปีหนึ่งพี่ก็เลยไม่ได้สดใสอย่างเฟรชชี่เลย TvT

แต่ช้าก่อน ! พอผ่านมาจริงๆ แล้วพี่ก็ยังรู้สึกดีนะ ที่พี่ได้เรียนนิติ เพราะพี่เริ่ม ทำใจ"รักในสิ่งที่ทำ" แทนที่จะ "ทำในสิ่งที่รัก"

เราจะมีความสุขหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำให้ใจเรามีความสุขหรือเปล่านะคะ

แล้วเอาเข้าจริงๆ เพื่อนๆ พี่ที่เรียนสถาปัตย์ ก็บ่นโอดครวญกันถ้วนหน้า มันก็ว่าเรียนหนักจริงๆ แถมถ้าไม่เก่งจริง ไม่ขยันจริง หรือไม่"รักที่จะทำจริงๆ" เรียนอยู่ในคณะที่ต้องใช้"ความรักหล่อเลี้ยง"แบบนี้มันก็แสนเหนื่อย

ทุกๆ คนที่เข้าไปในคณะพวกศิลป์ๆ เหล่านี้หลายๆ คนก็มั่นใจแหละค่ะว่าตัวเอง "รัก" ในสิ่งเหล่านั้นจริงๆ แต่ท้ายที่สุดก็มาค้นพบว่า"มันยังไม่ใช่"

ในคณะที่ใครอีกหลายคนก็ไม่รู้ว่าตัวรักในสิ่งเหล่านั้น
แต่ก็มาค้นพบตัวเองทีหลัง แล้วก็หาทางมุ่งไป
จนท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จเหมือนกัน

ที่พี่พูดมาทั้งหมดไม่ได้อยากจะเชียร์ให้น้องเรียนหมอนะคะ ^^''
แต่ว่าอยากจะเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ของตัวเองที่คล้ายๆ กัน
ก่อนที่จะทำอยากให้น้องลองคิดกับตัวเองว่า
1 เรารักที่จะทำงานแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า? ลองไปดูคนที่ทำงานจริงๆ ลองถามจากรุ่นพี่ที่สอนเรา ติวเรา หาข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานจริงๆ ว่าสภาพเป็นยังไง ไม่ใช่แค่ในตอนเรียนอย่างเดียว
เพราะว่าการทำงานจริงๆ กับการเรียนในมหาลัยก็ต่างกันมากเหมือนกัน
2 ลองชั่งน้ำหนักระหว่างความชอบของตัวเองกับสายอาชีพอื่นๆ ดู อาจจะมีอาชีพที่เราไม่ได้ชอบที่สุด แต่ว่ามีความชอบบ้าง แล้วก็ทำให้พ่อแม่แฮปปี้ อนาคตแน่นอนกว่า ลิตซ์ลงมา ถ้าเกิดความชอบและรักในงานที่เราจะทำมีเยอะกว่า ก็เลือกอย่างที่ใจต้องการเลยค่ะ

3 และไม่ว่าน้องจะเลือกทางไหนไม่ได้หมายความว่าชีวิตของน้อง
จะหมดสิ้นความสุขไปนะคะ^^''
เพราะทางเลือกนี้ท้ายสุดน้องก็เป็นคนเลือกเอง
เมื่อเลือก "ทำในสิ่งที่รัก" ก็ต้องตั้งใจทำที่สุด และถ้าเลือก"รักในสิ่งที่จะทำ" ก็ต้องพยายามทำใจรักมันให้ได้

และไม่ว่าน้องจะเลือกยังไงน้องก็ยังมีโอกาสแก้ตัวนะคะ
บางคนเลือกที่จะเรียนตามพ่อแม่ แต่ท้ายสุดก็ยังใช้ความรักในสิ่งที่ชอบให้ตัวเองประสบความสำเร็จก็มี
ในทางกลับกัน คนเลือกจะทำในสิ่งที่รักแล้วพบว่าไม่ได้รักมันมากอย่างที่คิด
ก็เปลี่ยนที่จะไปหาสิ่งอื่นได้ก็มีเหมือนกัน
เอนทรานซ์ไม่ใช่ตัวกำหนดชีวิตเราต่อไปหรอกเน้อ
แต่ตัวเราต่างหากที่จะเป็นคนลิขิตเอง

โหย พิมพ์มาซะยาว เอาเป็นว่าสู้ๆ นะคะน้อง *w* อ่านกระทู้น้องจากเพื่อนแล้วโด๊นโดน แต่ก่อนพี่ก็อารมณ์เดียวกับน้องเลย 5555+
อยากจะแอดมาคุยกะพี่ก็ได้นะ ยินดีรับฟังปรับทุกข์นะเออ
sakura_03@hotmail.com

#15 By pikachan (124.121.210.184) on 2008-01-06 02:15

ยังมีคนคิดแบบนี้อยู่หรือนี่ แสดงว่าบ้านเราผิดปกติ sad smile

พี่ได้เรียนในสิ่งที่พี่อยากนะ มันทำให้พี่อยากไม่รู้จบเลยหละ
ตอนนี้อยากเรียนอย่างอื่นอีกละ
ถ้าคุยกับพ่อแม่ไม่ได้จริงๆ ก็วาดรูปเป็นงานอดิเรก แล้วต่อ ปโทเอาก็ไม่เลวนักนะ
พี่จำได้ว่า ความสุขตอนวาดรูปมันหมดไป ตอนที่ต้องปั่นๆๆๆๆๆ นี่แหละ
กว่าจะได้ความสุขตอนวาดกลับมา นานนะ big smile

เอาหละ ชอบก็คุยกับท่านดีๆแล้วกัน !
ในฐานะที่พี่เองก้เพิ่งผ่านแอดมิชชั่นมาหมาดๆและเพิ่งใช้ชีวิตมหาลัยได้ไม่นาน

เวลามีน้องๆมาปรึกษากับพี่เรื่องนี้ พี่ก้จะบอกให้ให้เค้าเลือกสิ่งที่เค้าอยากเรียนที่สุดนะ

คือในความคิดของพี่ .. ถ้าน้องฝ้ายไม่อยากเรียนหมอ
แล้วต้องเข้าไปใช้ชีวิตแบบหมอๆในมหาวิทยาลัย
4 ปีของน้องฝ้ายจะเป็น 4 ปีที่ห่อเหี่ยวมาก
ตอนนี้พี่ก้ยังเชื่ออย่างนั้นจริงๆนะคะ

พี่เชื่อว่า ถ้าใจเราไม่รัก เรียนไปให้ตายยังไงเราก้ไม่เอาจริงๆ
แล้วน้องฝ้ายก้จะเครียดกว่าเดิม เพราะเรียนแล้วมันไม่เอา เกรดมันก้ไม่ดี แถมไม่ชอบอีกต่างหาก

เพราะฉะนั้นเวลามีน้องๆมาถามพี่ พี่ก้จะแนะนำห้เลือกสิ่งที่ตัวเองชอบและทำได้ดีไว้ก่อน








แต่อย่างเป็นแบบพี่ sad smile

พี่น่ะดึงดันที่จะเรียนในสิ่งที่ตัวเอง"คิดว่า"ชอบ
จนพอพี่ได้มาเรียน .. พี่กลับรู้ว่า "มันยังไม่ใช่"

คือ .. พี่พูดเพราะอยากให้แน่ใจจริงๆว่าน้องฝ้ายชอบอะไร

ถ้าน้องฝ้ายมั่นใจว่าชอบศิลปะก้อย่าสนใจตรงนี้เลยค่ะ

ความจริง พี่มันก้ไม่เอาอ่าวเองนั่นแหล่ะ - -




ยังไงก้ตามแต่ .. ถึงชีวิตพี่ตอนนี้มันจะผิดพลาดเพราะดื้อเลือกสิ่งที่ตัวเองคิดว่าชอบ

แต่พี่ก้อยากแนะนำให้น้องฝ้ายเลือกสิ่งที่หัวใจเรียกร้องอยู่ดีนะคะ

พี่เชื่อว่า .. ถ้าคนเราชอบจริงๆ จะต้องทำได้ดีแน่นอนค่ะ




เอาใจช่วยนะคะน้องฝ้าย สู้ๆค่ะ big smile confused smile confused smile
ชีวิตเราเราเลือกเอง

อย่าให้ค่านิยมคนสมัยเก่าล้าหลังมาเป็นตัวกำหนด

ผมก็เรียนวิทย์มาเพราะตอนแรกไม่รู้ว่าตัวเองชอบอนิเมชั่น

ตอนนี้่ วิทย์อะไรนั่นน่ะ จำไม่ได้ละ วันๆเอาแต่วาดรูป
งานหนักแต่เราทำเพราะเรารัก มันไม่เหนื่อยมากหรอก

#18 By G.man on 2008-01-06 03:22

วันนี้เพิ่งคุยกับน้องคนนึงที่จะเลือกต่อม.4สายวิทย์ไป ว่าคิดให้ดีก่อนอย่าตามใจที่บ้าน

เพราะผมเป็นคนนึงที่เรียนสายวิทย์ แล้วเรียนต่อมหาลับด้านศิลปะ .... แล้วผมก็รู้สึกว่าสายวิทย์ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตผมเลย(แม้แต่น้อย)ผมไม่ได้ใช่แคลคูลลัสรึนั่งหาค่าครึ่งชีวิตของธาตุบ้าบอที่ผมจำไม่ได้

แล้วตอนนี้ผมก็เสียดายที่ผมเลือกสายวิทย์ตามที่ อาจารย์บอก แทนที่จะเลือกสิ่งที่น่าจะมีประโยชน์กับชีวิตผมอย่างศิลป์ภาษา

มันมาจากค่านิยมที่ผิดๆของคนไทยและการให้คำแนะนำการศึกษาผิดๆของอาจารย์แนะแนวซึ่งไม่มีคุณภาพพอครับ

เชื่อผมว่าเลือกอย่างที่อยากทำครับ คุณค่าของชีวิตตัวเองอย่าให้ใครมากำหนดได้ครับ ทุกอาชีพมีศักดิ์ศรีเท่ากัน และสามารถเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้เหมือนๆกันถ้าคนๆนั้นมุ่งมั่นพอ ความสุขกับคุณภาพชีวิตมันไปด้วยกันได้ครับ

เป็นตัวของตัวเองดีที่สุดครับ ผมเป็นกำลังใจให้ big smile

#19 By The DeAtH on 2008-01-06 03:35

ไปในทางที่หวังและฝันเถอะไม่อดและไม่ตายหรอกครับ

#20 By || อั๊กกี้ || on 2008-01-06 03:57

ผมเรียนสายวิทย์เหมือนคุณแต่เมื่อยี่สิบปีได้กระมัง วันนึงผมก็เลิกเรียนวิทย์เอาเฉยๆเวลานั้นเขาเรียกว่าขบถ และตั้งหน้าวาดๆๆๆๆและก็วาด ผ่านไปหลายปีก็จบมหาลัย ระหว่างนั้นมีที่ให้ทำงานหลายอย่างจนไม่มีเวลาคิดว่าที่ทำลงไปนั้นผิดหรือถูก ออกจากมหาลัยผมเลือกงานที่อยากทำไปเรื่อยๆ จนไม่คิดว่าการที่เรียนอาร์ตมันมีข้อจำกัดด้วยหรือ อย่าแปลกใจนะว่าทำไมคนรุ่นผมถึงทะลึ่งมาตอบกระทู้นี้ ไม่รู้ใครเข้ามาเวปนี้พอดีเปิดมาเจอ ผมทำงานออกแบบตั้งแต่อยู่มหาลัยปีสองที่ได้ตังค์นะตอนนั้นเดือนนึงทำงานอาทิตย์เดียวก็ได้หลักหมื่นแล้วมั้ง ใครๆก็บอกว่าต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ก็จริง แต่จริงไม่หมด ถ้าเรารู้จักเลือกเหมือนที่เราเลือกเรียนอาร์ต งานก็เหมือนกัน วันนึงเมื่อเราสั่งสมเที่ยวบินไว้เยอะๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเราก็สามารถทำสิ่งที่เราอยากจะทำได้ ผมออกจากกรุงเทพมาหลายปี รับออกแบบในหลายๆที่ทั่วประเทศ จากวันที่ค่าเหนื่อยหลักหมื่นตอนนี้เพิ่มเป็นร้อยเท่าต่อหนึ่งโปรเจคท์ ที่สำคัญผมยังมีเวลาเหลือเพือที่จะทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่งาน ใช้ชีวิตกับสิ่งที่ชอบและอยากทำโดยไม่ไปติดกับดักของเวลาที่ใครต่อใครพากันหาเข้ามาไว้ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องเฝ้าคลีนิก ไม่ต้องทำงานรูทีน อยากตื่นสายก็ทำได้ แต่ผมก็ทำงานตรงต่อนัดหมายเสมอก็แค่นั้น เลือกอยู่กับสิ่งที่เราชอบเราก็จะอยู่กับมันได้นานๆอย่าไปใส่ใจกับผลของรายได้นักเลย วันนึงเมื่อคุณอยู่กับความชอบของคุณสิ่งนั้นจะนำพาทุกอย่างมาเองทุกอย่างผมขอย้ำถ้าคุณไม่เลิกทำมันเสียก่อน ใครหลายคนหลงทางแม้จบจากมหาลัยจนไปทำงานแล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ลองหลับตาใช้สมองซีกที่ใช้จินตนาการรเห็นภาพตัวเองมีความสุขกับสิ่งไหน แล้วมุ่งไปหามันหากยังข้องใจไม่กล้าพอหาคำแนะนำกับคนที่เขาผ่านตรงนั้นมาก่อนที่ผ่านมาจริงๆนะเดี๋ยวพากันเข้ารกเข้าพงจะไปกันใหญ่ ไม่มีจริงๆก็ลองตามที่อยู่นี้นะtwo22rus@hotmail.com แล้วคุณจะขบถเหมือนผม

#21 By || อั๊กกี้ || on 2008-01-06 04:45

จึ๊ก ก ก กก !
อ่านแล้วตรงงง งง ง .+
ชื่อฝ้ายเหมือนกัน
ม.5 เหมือนกัน
เรียนวิทย์-คณิตเหมือนกัน
จริงๆ อยากเข้าศิลป์-คำนวณ เหมือนกันนน




ว๊าก ก เหมือนอ่านชีวิตตัวเอง
(อินเว่อไปแล้วววว *)


. .. มันน่าเบื่อนะ เวลาเจอคำถามอยากเปนอะไร
แล้วพอตอบสิ่งที่เราคิด ต้องโดนย้อนกลับว่า
"อ้าว ทำไมไม่เป็นนั่นล่ะ ทำไมไม่เป็นนี่ล่ะ"


. ตัวเราอ่ะ อยากเข้าวารสารฯ +
แต่พอพูดไป ญาติๆ ก้จะห้ามกันน น
แต่พ่อเราก้ไม่ได้ห้ามอะไร . ..
แต่ก้ไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไหร่แห่ะ = =*


พูดไปเห๊อะ บอกพ่อทุกวันนน วารสาร ๆ ๆ !
ก๊า ก ก ก กก *
พอเราอ่านหนังสือเกี่ยวกับสมาร์ทวัน
พ่อเดินมามอง .. .
"จะสอบวารสาร อ่านไมสมาร์ทวัน ?"
ยอมรับกันเป็นที่เรียบร้อยย ยยย ^^





. ..เอาเป็นว่า
หวังอะไรไว้ ขอให้ได้อย่างที่หวังนะคะฝ้าย
สู้ ๆ ล่ะ . .. มันคงจะมีความสุขกว่าเยอะเลย
ถ้าได้เรียนในสิ่งที่เรารัก *

#22 By : F★STA's land * on 2008-01-06 04:50

ชอบอย่างไหนก็เรียนอย่างนั้นดีกว่าครับ การได้ทำสิ่งที่เรารักเเละชอบผมรับรองว่ามันไม่เหนื่อยหรอกครับ ผมเองก็เรียนสายศิลปะอยู่เป็น ปวช.น่ะครับรู้ตัวว่าชอบจบม.ต้นก็พุ่งมานี่เเบบไม่ฟังเสียงใครเลย ศิลปะไม่ใช่ว่าหากินไม่ได้หรอกนะครับ บางทีเงินอาจดีกว่าอาชีพบางอาชีพเสียอีก ขณะที่ผมเรียนอยู่นี่ก็ทำจ๊อบฟรีเเลนซ์เล็กๆน้อยไปด้วยเรื่อยๆเเทบไม่ต้องขอเงินจากที่บ้านเลย... งานที่เราชอบตอนทำมันไม่รู้สึกเหมือนทำงานหรอกครับ มันเหมือนเราได้เล่นสนุกมากกว่า
ชอบอย่างไหนลองคิดดูดีๆเเล้วก็ตัดสินใจไปเลยครับ อนาคตเราต้องเดินเองผู้ใหญ่เค้าก็อยู่กับเราไปไม่ได้ตลอดหรอกครับเรียนอย่างที่เค้าชอบเเต่เราไม่รักภายหลังผมว่ายังไงมันก็ไม่มีความสุขหรอกครับ... surprised smile

#23 By Mr.gg on 2008-01-06 05:07

เข้ามาเลยค่ะน้อง ศิลปกรรม เชียร์เต็มที่
พี่ผ่านตรงนั้นมาแล้ว ขอให้เรียนตามใจมุ่งมั่น
ตอนแรกแม่ก็ชักจูงให้เรียนทันตะ แต่ก็เลี่ยงไปถาปัด
แต่ถาปัดมันก็ยังไม่โดน เอนท์ติดไปก็รีบหนีออกมา
เข้าศิลปกรรมอย่างสบายใจ
คิดถึงอนาคตค่ะ เลือกคณะก็คือเลือกอาชีพ
ผู้ใหญ่เขาจะเข้าใจก็ตอนเรามีงาน มีเงินเดือนที่ดี
เพราะเขาอยากให้เรามีรากฐานที่มั่นคงด้วยเงิน
จนเกือบลืมรากฐานของความสุขไปซะแล้ว

สู้ๆนะ * - * //

#24 By z e e n i n e ✖✖ on 2008-01-06 05:51

ถามพ่อแม่กลับว่าอยากมีลูกเป็นนักศิลปะที่มีความสุข
หรือเป็นหมอหน้าตาอมทุกข์ค่ะopen-mounthed smile

#25 By ...Memory time... on 2008-01-06 07:30

เราก้อเรียนสายวิทย์มาแต่มาเรียนคณะถาปัดที่ออกทางศิลปะเหมือนกัน แต่คณะนี้เป็นตรงกลางของทั้งศิลปะและคำนวนอ่ะนะ เลยไม่ได้ให้เห็นถึงความแตกต่างมาก(ล่ะมั้ง)
เราว่าไม่เห็นต้องสนเลยว่าเรียนสายวิทย์มาแล้วต้องต่อหมอ ถึงแม้ว่าเราจะเคยสอบหมอก้อเหอะ (แต่อันนั้นอยากเข้าจริงๆ ไม่ใช่ค่านิยม)

เรียนหมอก้อดี มั่นคง (ตามค่านิยมคนไทยที่คิดกัน)
ถ้าต่างประเทศ เค้าจะยกระดับให้พวกอาร์ทนะเราว่า
เค้าค่อนข้างนับถือพวกที่ครีเอทีฟและเป็นตัวเอง

ยังไงก้อแล้วแต่ ไม่เห็นต้องไปสนใจเลย
เรียนสิ่งที่เราชอบดีกว่า และเรียนให้ดีที่สุด
ถ้าเราทำสิ่งนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าวิชาชีพไหน ก้อได้ดีได้ทั้งนั้นแหละค่ะbig smile

#26 By Chocolate Emotion on 2008-01-06 08:19

คือจริงๆแล้วเรียนๆไปอาจจะชอบขึ้นมาเองก็ได้นะ อันนี้ก็เป็นความจริงอีกด้านนึง

แต่ก็เข้าใจว่าเรียนหมอนี่ คือมันเหนื่อยมันหนัก มันอาจจะซัฟเฟอร์มากเลย แต่ก็เข้าใจพ่อแม่เค้าด้วย ว่าที่เค้าบอกน่ะเพราะเค้าเป็นห่วงนะ
อย่างคนเรียนหมอ แค่เข้าคณะแพทย์ได้ พ่อแม่พี่น้องเค้าก็สบายใจแล้ว ว่าจบไปลูกชั้นมีงานทำชัวร์

แต่ก็คงไม่มีประโยชน์ถ้าเจ้าตัวไม่ชอบ
อาชีพเป็นสิ่งที่จะอยู่กะเราไปตลอดชีวิต ทำในสิ่งที่ชอบเถอะ

พี่ว่าพ่อแม่น้องเค้าอาจจะยังไม่เห็นภาพก็ได้ ว่าเรียนศิลปะแล้วจบไปน้องอยากจะทำอะไร
ลองอธิบายว่า หนูอยากออกแบบอันนั้น อยากเป็นดีไซเนอร์ หรือหาข้อมูลพวก เน่ย ที่มหาลัยนี้ เค้ามีทุนให้ไปเรียนที่ประเทศนั้นด้วย

เหมือนโฆษณาชวนเชื่อเลยเนอะ sad smile

#27 By Kutan~> on 2008-01-06 08:31

ของเราต้องวิทย์เท่านั้นคะ เพราะรู้ตัวว่าเรียนสายอื่นไม่รอด วิชาพวกภาษา กับสังคมไม่เอาถ่านเลย

ตอนนี้ก็กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจคะ(ม.3)

บางครั้งเราก็เคยคิดที่จะเรียนพวกสายอื่นเหมือนกันนะ บางที่อาจจะเป็นเพราะการ์ตูนด้วย

เราเองเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่จึงคาดหวังไว้สูงด้วย แล้วก็มีพวกลูกพี่ลูกน้อง เป็นหมอ เป็นวิศวะ

สุดๆเลยคะ แรงกดดัน
ยิ่งตอนนี้แม่อยากให้อยู่เตรียม แต่เราไม่อยากอยู่เนื่องด้วยสาเหตุหลายประการ อ่านหนังสือไม่ทันเอย เดี่ยวเรียนแล้วเครียด มีแรงกดดันที่ต้องทำคะแนนให้ดีเท่ากับเพื่อนๆในข้อสอบที่โคตรยาก

บ่นแต่เรื่องตัวเองแฮะ งั้นเราขอให้พยามต่อไปนะคะ จริงๆแล้วคุณเจ้าของบลอกเหมือนเพื่อนพี่เราเลย จะเอนปีนี้แล้ว ถ้ารู้ว่าตัวองชอบอะไรก็ทุ่มมันไปเลยคะ บอกพ่อกับแม่ว่าเราอยากเป็นอะไร ถ้าย้ายสายได้ก้ย้ายไปเลย ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากเรียน ไปเรียนติวเพิ่มบ้าง สู้ๆนะคะ
พี่ก็เคยเป็นอ่ะน้อง
เหมือนเด๊ะๆเลย บอกตามใจ แล้วก็หยอดว่า เป็ฯหมออ่ะดีนะ

พี่คิดตั้งแต่แรกอ่ะ ว่าถึงเค้าจะเป็นพ่อแม่ แต่นี่มันก็ชีวิตเรา(เรียกเลวหรือเปล่า?)
แต่ก่อนหน้านี้พี่ไม่รู้จริงๆว่าจะเรียนไรดี
มีคนถามมาแต่เด็กว่าจะเป็นอะไรใจจริงคือตรูว์ไม่รู้วว์

คิดๆๆ คิดหนัก พ่อกะแม่ก็ถามเรื่อยๆว่าจะเป้นอะไร(เค้าบอกว่าจะเรียนไรก็ได้ลูก แล้วหยอดว่า หมอมั้ย(พี่ไม่ตอบเพราะตอบพ่อแม่มันต้องจริงจังไงไม่รู้)

ตอนม.5นี่ เค้าถามเลยว่าจะเป็นหมออะไรดี? (ผึง)
คือไม่ได้เกลียดอาชีพหมอนะ ชินกะมันเพราะบ้านเราคลุกคลีอยู่กะวงการ เรียนก็เรียนได้ วิชาสายวิทย์ก็ชอบ สนุกดี แต่เข้าใจป่ะ อยากใช้ชีวิตของตัวเองง่า
ไม่รู้ว่าอยากเรียนหมอรึเปล่า แต่ว่าเชียร์มากเกินเดี๋ยวแม่ก็เรียนนิเทศไปเลยดีมะ

ตอนนั้นเรียนเปียโน ซ้อมเยอะ ชอบมาก(แต่ฝีมือไม่ดี ไม่คิดว่าจะรุ่งอยู่แล้วล่ะ)วันนึงเลยเดินเข้าไปบอกแม่ว่าจะเรียนดุริยางค์ เจอที่ตัวเองชอบแล้ว
อึ้งกันไปเลย...ฮึฮึ
เช้าวันรุ่งขึ้นแม่ก็มากล่อมตามคาด

พวกผู้ใหญ่นี่ยังไง
จะเรียนอะไรมันก็มีข้อดีข้อเสียทั้งนั้นแหละ
หมอ เดี๋ยวนี้ลำบากจะตาย
โดนฟ้องกันทุกวัน ไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรม
ถึงเงินเดือนเยอะ แต่ก็งานหนัก
อาชีพอะไร ถ้าสุจริต ฉันก็คิดว่ามันมีเกียรติเท่ากันทั้งนั้นแหละ ใครจะมาดูถูกหรืออะไรมันก็เรื่องของเค้าดิ ถ้าเราจะมีความสุขของเราอ่ะนะ

สรุป ตอนนี้พี่ยังไงเจอที่ชอบจริงๆ แต่ก็จะเรียนหมออ่ะแหละ(อยากกว่าอันอื่นแล้วล่ะ)สำหรับงานศิลปะ พี่ก็ชอบนะ แต่ออกแนวเล่นๆหัวๆมากก่า

#29 By flawas on 2008-01-06 08:50

*จับมือ*

=[]=!!!!!! เข้าใจเจ้าโดยแท้ !!

เราก็เป็นคนนึงที่เรียนสายวิทย์อ่ะ!! แต่กะมุ่ง ศลปกรรม นิเทศน เทือกนี้ =w=+!! ทำไมอ่อ? "ก็คนมันชอบนี่คร๊าาา!!"
พ่อแม่เราก็ ให้เรียนอย่างที่เราชอบ...ก็มันเป็นทางที่เราเลือกเดินแร้วนิ!!
ก็มีบางครั้งน๊ธที่อยากให้เรียนแพทย์ หรือวิศวะ แต่แกก็ตามใจลูกมากกว่า เพราะแกก็รู้ว่าอะไรที่เราชอบและถนัด

ไงก็สู้ว์ๆ คร๊า!!>A<!!~*
อีกไม่ถึงปีเราก็ต้องสอบกันแร้วน่ออ..สู้ว์ๆ !!! หวังว่าจะได้เจอกันคร๊า>A<

#30 By Mell=w=~ on 2008-01-06 08:55

พ่อแม่พี่ก้อไม่ได้คิดว่า พี่ผิดหรอกค่ะ คงรู้สึกเหมือนถ้าพี่มีหมา เรียกให้มันมาหาพี่ แต่มันไม่มาหาพี่ วิ่งไปหาใครก็ไม่รู้ (ไม่ได้ว่าพี่เป็นหมานะค๊ะ )cry คงประมาณนั้นแต่ทำไมคนอยากเรียนศิลปแต่อยู่สายวิทย์เยอะจัง - -* พี่หนูก็เป็น - -*

#31 By innocent (203.113.50.14) on 2008-01-06 08:56

โอเคนะฮะ....เหนความเห็นหลายๆความเห็นเเล้ว
พี่ขอพูดเรื่องคุณค่าของอาชีพเเล้วกันนะ.....
อาชีพทุกอาชีพมีความสำคัญต่อทุกชีวิตบนโลกฮะ
ถามว่าอาชีพหมอกับ....กรรมกร...มันต่างกันตรงไหน
โอเคต่างที่ค่าจ้างฮะ.......เเต่ถามว่าเกียรติศักศรีของอาชีพมันต่างมั้ย
พี่ว่ามันไม่ใช่นะ....ถ้าคุณเป็นหมอ...เเล้วคุณไม่มีกรรมกร คุณมาทำงานกรรมกรเเทนเค้าได้มั้ยล่ะ?
ทุกอาชีพก็มีคุณค่าในตัวมันอยู่ฮะ.....ทุกอาชีพมีความสำคัญต่อกันหมด
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอาชีพไหน....มันก็มีคุณค่าเท่ากัน....
"จงถามใจตัวเองให้หนัก.....เเละเมื่อหนักพอ
จงก้าวอย่างหนัก....พยายามให้หนัก...เพื่อที่จะได้ในสิ่งที่อยาก"
ขออวยพรให้โชคดีนะคับน้องสาว......big smile
เด็กวิทย์หัวใจศิลป์เหมือนกันค่ะ

เข้าใจดี

โคตรเกลียดการเรียนหมออ่ะ
เกลียดวิทย์ด้วย รุสึกตัดสินใจผิดแล้วแท้ ๆ ที่ไม่เลือกศิลป์

ตอนเอนท์ก็คงจะเลือกอะไรที่มันไม่ใช่วิทย์แน่ ๆ อ่ะ

#33 By =*MoonShiNe Ze*= on 2008-01-06 09:15

เรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ เพราะความรู้ตอนเรียนมหาลัยมันไม่ได้ช่วยในการทำมาหากินซักเท่าไร แต่เราจะมีโอกาสได้พบปะกับบุคคลในวงการที่เราเข้าไปเรียนมากว่า

จริงๆแล้ววิศวคอม สายกราฟฟิกดีไซน์ก็มีเปิดบ้าง สายศิลป์ก็สมัครได้ เท่าที่เจอเมื่อหลายปีก่อนก็ที่ ม.กรุงเทพ อะนะ

โชคดี

เรียนหมอไม่ได้ดีอย่างที่ผู้ใหญ่คิด เรียนจุฬาไม่ได้เจ๋งอย่างที่เด็กสยามคิดนะ

#34 By Kung on 2008-01-06 09:28

sad smile ถ้าแน่นอนแล้วว่าชอบสิ่งไหน ก็ตัดสินใจเดินไปทางด้านนั้นจะดีที่สุดครับ อย่าเสียดายหัวรึอะไรเลย

ไม่งั่นเดี๋ยวจะอมทุกข์เเหมือนแฟนผมครับ sad smile เรียนเก่ง คำนวณเก่ง อะไรก็เก่ง แต่กลับบ้านมาร้องไห้เกือบจะทุกวัน (เรียนวิศวะน่ะ)

confused smile ตอนนี้ก็ใกล้จบละ แต่เจ๊แกก็ยังอมทุกข์อยู่นิดๆ เห็นบ่นบอกจบไปจะเป็นเกษตรกร (ดีไม่ขายที่นอน)

ส่วนผมเลือกทางเดินเองตั้งแต่ม.ต้นแล้วครับ เรียนห้องท็อบแต่โดดไปเรียนช่าง sad smile (เพื่อนๆงงกันทั้งห้อง อย่างว่าเรียนช่างมันเสี่ยงใจแตกง่าย)

เกลียดวิทย์ เคมี ชีวะ confused smile เลยโดดหนี (แต่ก็เจอนิดๆ) ชีวิตการเรียนตอนนี้ก็มีความสุขดีครับ พ่อแม่สนับสนุนซะอีก

confused smile ยังไงก็ตามก็ต้องกล้าตัดสินใจนะครับ หากเรียนไปแล้วคิดว่าไม่ใช่ก็ยังไม่สายสำหรับหาเส้นทางใหม่ๆ

ปล.ขอยกตัวอย่างอีกเคสนึง sad smile (เยอะชิบ) อาจารย์ผมเคยเรียนสัตวแพทย์ เรียนไปเรียนมาเปลี่ยนใจมาเรียนไอซีที ตอนนี้สอนเขียนโปรแกรมให้ผม sad smile

ปล.sad smile ผมเรียนวิศวะแต่มีบล๊อกไว้วาดการ์ตูนแปะ (เค้ารักของเค้านิ)

ปล.สอง.เขายังเน้นให้ลูกทำอาชีพที่รายได้ดีอยู่เหรอ sad smile พอเพียงน่ะพอเพียงรู้จักมั้ย

#35 By เสี่ยแนน on 2008-01-06 09:51

พี่น่าน้องจะจะลองคุยกับคนอื่นๆ มากกว่านี้นะ
ที่พ่อน้องพูดมันก็ถูกอ่ะ เค้าคงอยากให้น้องมีความมั่นคง มีเงินใ้เรื่อยๆ พ่อน้องอาจจะมองตามควาเป็นจริงว่าอยากให้น้องมีเงิน มีฐานะมั่นคง มีครอบครัว มีีชีวิตที่มีความสุข
แต่น้องก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น พ่อเค้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก เท่าที่อ่านดู พ่อก็ไม่ได้บังคับน้องอะไรนี่นา เค้าก็พูดตามที่เค้าคิดนั่นแหละ

ที่สำคัญคือพี่คิดว่าน้องน่าจะลองหาโอกาสไปคุยกับคนที่เรียนศิลปะจริงๆดู แน่ละ ตอนพี่อยู่ม.หก โรงเรียนก็พาคนที่เรียนคะต่างๆมาพูด ทุกคนก็บอกงี้แหละ เรียนหนักเหมือนกัน อดนอนเหมือนกันหมด แต่จะบอกว่า นั่งลงแรงทำานข้ามคืนกับนั่งอ่านหนังสือจำๆทั้งคืนเนี่ย เหนื่อยไม่เท่ากันหรอกนะ
บางทีเค้าอาจจะคิดว่า ไม่ดีกว่าเหรอถ้าเรียนแล้วมีชีวิตมั่นคง ถึงตอนนั้นน้องมีเงินไปซื้ออุปกรณ์วาดเขียนให้สะใจได้เลย

ยังไงลองหาข้อมูลให้มากกว่านี้ก็ดีนะ บางคนก็บอกงี้แหละ ชอบวาดรูป ขีดๆ เขียน เพลินดี สนุกดี มาเรียนแล้วบอกไม่ชอบ ไมใช่ หนีไปเรียนหมอ วิศวะ มีเยอะแยะ
อ้อ สุดท้ายนะ พี่อยู่ถาปัตแหละ แล้วเดี๋ยวนี้ พวกกระบวนการคิด การทำงานน่ะ มันโคตรจะวิทยาศาสตร์เลยนะ ไม่รู้สิ แต่พี่ว่าเวลาน้องคิดวานสักิ้นนึงเนี่ย มันเป็นกระบวนการเหมือนเวลาเียนคมี ฟิสิกส์ แล้วไม่มีคำนวณยังไงงั้นเลย พวกวิทยาศาตร์น่ะน้อง หนีไม่พ้นหรอก

แต่สุดท้ายก็เหมือนคนอื่นแหละ ทำตามที่ตัวเองชอบ พ่อแม่ไ่มได้อยู่กับน้องไปจนตายหรอก แต่สิ่งที่น้องเรียนมันจะอยู่กับน้องไปตลอดเลยอ่ะนะ

#36 By อั๊พ on 2008-01-06 09:52

ถ้าคิดว่าชอบอะไร ก็เรียนอย่างนั้นเหอะ

ไม่ต้องมองไปถึงขั้นทำงานหรอก เอาแค่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเนี่ยหล่ะ

การทนมานั่งเรียนอะไรที่ไม่ชอบ ไม่ถนัด ถึง 4 ปี (หรือ 6 ถ้าเข้าหมอ) มันเป็นอะไรที่โหดร้ายมากนะ มันเป็นการเรียนด้วยความทรมาน

อีกอย่าง การจะเป็นหมอ มันก็เป็นอะไรที่โหดร้ายนะ ยิ่งถ้าไม่ชอบเนี่ย บางคนอาจจะทนไม่ได้

เรียนอะไรที่ทำให้เรามีความสุขดีกว่า อย่างน้อย 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย มันมีอะไรน่าเล่น น่าดูอีกเยอะ มากกว่าการต้องมานั่งท่องตำราที่แสนเกลียด

ถ้ามันเป็นตัวตนของเราจริง ๆ จบมา เราก็จะหาเส้นทางของเราเจอเองละค่ะ

สู้ ๆ เข้านะ

#37 By Nekoichann ~ Sweet Alice on 2008-01-06 09:55

ชอบ แบบไหนก็ไปทางนั้นเลยจ้า
เราคนหนึ่งละ ที่เรียนสายวิท แต่เข้าคณะดนตรี ไม่ก็ศิลปะ
เพราะเรา ไม่ชอบเรียนคำนวนซะมากๆ ภาษาด้วยละ อังกฤษพูดไม่เก่ง= =

มั่นใจในตัวเอง เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบเหละจ้า
ใครว่าศิลปะทำเงินไม่ได้ แล้วทุกวันที่มีกาตูนให้อ่านนี่มันอะไรกัน รวมทั้งเอนิเมชั่นดังๆด้วย ล้วนมาจากศิลปะทั้งนั้น
ศิลปะทำงานห่อย ต้องใช้จินตนาการ
ทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนๆกันเหละน้ะ
ขอให้พี่ฝ้ายสู้ต่อไปจ้า~
'อยากเรียนอะไรก็เรียนเถอะ ชอบอะไรก็เรียนไป' แล้วก็จะมีหยอดท้ายว่า



..'แต่เรียนหมอดีกว่านะ'



ของม่วงจังก็คล้ายๆกันค่ะ แต่จะหยอดทิ้งท้ายว่า

จบแล้วต้องมี วทบ. มาให้

แสรดค่ะ แสรดสุดๆ แต่ก็นะคะ

ยิ่งยุ ม่วงจังก็จะยิ่งหนี ก๊ากกกก

#39 By Violetta~* on 2008-01-06 10:12

เราก็เด็กวิทย์ค่ะ แต่ไม่เคยคิดอยากจะเป็นหมอเลย
แล้วชอบศิลป์ก็ไม่ผิด เราก็ชอบศิลป์เหมือนกัน

เราว่าควรเลือกที่เราอยากเป็นมากกว่านะ ก็ต้องลองคุยกันพ่อแม่ตัวเองดู
แต่ก็ยังมีเวลาค่ะ อยู่ม.5 ยังเหลืออีกปี ก็ลองตั้งเป้าหมายแล้วพยายามดู

เราว่าจริงๆสายวิทย์น่ะบางทีมันเหมาะกับคนที่ยังไม่แน่ใจตัวเองดีเหมือนกัน เพราะมันสอบได้หลายอย่าง ก้พยายามเข้านะคะ ^^

#40 By MiSa on 2008-01-06 10:54

เป็นปัญหายอกฮิตเลยที่บางครอบครัวหวังจะให้ลูกเรียนสายแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น หมอ เภสัช สาธารณสุข พยาบาล หรือเทคนิคการแพทย์(แม่อยากให้ผมเลือก เภสัช หรือ เทคนิคการแพทย์ แต่ผมเลือกวิทยาการคอมฯ)

เหตุผลแรกก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ งานมันมั่นคง ทำเงินได้ดี, ส่วนอีกเหตุผลนึงก็คือ การที่มีลูกทำงานด้านสุขภาพ เวลาที่ตัวเองเจ็บป่วย อาจจะมีความคาดหวังให้ลูกหลานได้ดูแล มันคงจะอุ่นใจไม่น้อย(ผู้ใหญ่จะกังวลเกี่ยวกับสุขภาพมากกว่าเราแน่นอนครับ)

แต่ชีวิตมหาลัยมันไม่ได้แค่ว่า เรียนๆๆ แล้วก็จบ แบบประถม มัธยม เราต้องอยู่กับสายวิชานั้นตลอด4ปี และอยู่กับสายอาชีพนั้นไปจนชั่วชีวิต ย้ำ! อยู่จนตาย

มีไม่กี่คนที่ต้องอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ แล้วสามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้

บางคนอาจจะเอ็นท์ติดเข้าไปได้ แต่สุดท้ายก็เรียนไปไม่รอด เพราะว่ามันไม่ชอบ สุดท้ายก็ต้องกลับมาเอ็นท์ใหม่ นับศูนย์ใหม่อยู่ดี แถมความรู้ที่มีอาจจะสู้เด็กรุ่นใหม่ๆไม่ได้แล้วก็ได้

อาชีพหมอเป็นอาชีพที่ดี มีเกียรติ แต่คนที่จะเป็นหมอได้ ต้องมีความพร้อมทะงความรู้ และจิตใจจริงๆ เพราะมันเสียสละและต้องมีความรับผิดชอบมาก จะผิดพลาดไม่ได้เลย

ผมว่าถ้าอธิบายไปว่าเราไม่ชอบ เรียนไปก็ไม่รอด และพยามพิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวเห็นว่าเราจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้

ผมไม่ได้คาดหวังว่าอธิบายแล้วทุกครอบครัวจะเข้าใจ คำอธิบายก็แค่คำพูด แต่เมื่อเรายืนหยัดหนักแน่น และพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว สักวันครอบครัวจะเข้าใจ

หมายเห็ด - ลองค้นหางานในเน็ทที่เกี่ยวกับสายงานที่เราชอบเอาไปให้พ่อแม่ดูว่ามีงานเยอะ อาจจะทำให้คำอธิบายของเรามีเหตุผล มีน้ำหนักมากขึ้นนะ

#41 By Eddy on 2008-01-06 10:59

หมายเห็ดอีกรอบ - ถามตัวเองซ้ำๆให้มั่นใจว่าเราจะเลือกไม่ผิด และพิสูจน์ตัวเองได้ ไม่งั้น เรานั่นแหละจะกลายเป็นผู้แพ้ที่แท้จริง

#42 By Eddy on 2008-01-06 11:02

ผมก็วิทย์อ่ะ....

แถมเป็นเด็กวิทย์คนเดียว ในรุ่น(ทั้งรุ่นครับ)
ที่ Ent ศิลปกรรม (จิตกรรม)ด้วย sad smile

ฉีกมักมาก...

ถ้าเรียนศิปกรรม

ข้อดี
- ตอนเรียนอยู่มันมาก ได้วิธีการคิด รูปแบบ ที่ฉีกออกจากเด็กวิทย์ไปอีกฝั่ง....
- และตอนทำงาน ถึงแม้ งานดีๆมีให้ทำยาก และรวยลำบาก..
แต่ถ้าคุณมี ความคิด และฝีมือจริงๆ รับรองสบาย...

ข้อเสีย
- ผู้ใหญ่มักมองเรื่องศิลปะ ในแง่อคติ...
- คุยกับเพื่อนสายวิทย์ไม่ค่อยรู้เรื่อง (อันนี้ล้อเล่น 555)
- งานจะหนัก แม้ว่าผลตอบแทนจะสมน้ำสมเนื้อก็ตาม (ถ้าเทียบกับเด็กวิทย์ ที่จบไปเป็น วิศวะ หรือ หมอ)

...** แต่สุดท้าย มันก็อยู่ที่ตัวเราเองนั้นล่ะ ทำในสิ่งที่ชอบเถอะ... เพราะชีวิตคนเรามันไม่ยืนยาว จะมัวมาทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบทำไม...cry