ฝ้ายอยู่สายวิทย์ ทั้งๆตัวเองก็ไม่ได้ถนัดสายวิทย์เอาเลย

ตอนนี้อยู่ม.5 ใกล้เวลาที่จะต้องลงสู่สนามสอบครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ช่วงนี้มีแต่คนถามว่า "จะเข้าคณะอะไร"

ฝ้ายบอกไปว่า "กำลังดูๆศิลปกรรมอยู่ค่ะ"

แล้วก็มักจะถูกถามกลับมาว่า "อ้าว ทำไมไม่เรียนหมอล่ะ"

.......

ฝ้ายได้แต่หัวเราะแหะๆ ในใจคิดว่า

"ชั้นไม่ชอบวิทยาศาสตร์(โว้ย!)"

 

 

เรียนหมอ ฟังฉลาดดี เงินดี ไม่ตกงาน มั่นคงดี เรียนไปแล้วอาจจะหน้าตาดีตาม (เอิ่ม.. อันหลังช่างมันเถอะ)

ความจริงแล้ว ตอนสอบเข้าม.ปลาย ฝ้ายยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นอะไรดี เลยเลือกสายวิทย์ไปก่อน (ความจริงแอบลังเล ว่าจะเข้าศิลป์คำนวณไปดีมั้ย) แต่คิดไปคิดมา ไอ้ที่ๆจะสอบเนี่ย..มันติดยากจะตาย เราอาจจะไม่ติดก็ได้ สอบไปเล่นๆเท่านั้นแหละ หึๆ

ผลปรากฎว่ามันติด ปัจจุบันก็เลยเป็นเด็กสายวิทย์ พอเป็นเด็กสายวิทย์ ทุกคนก็อยากให้เรียนหมอ

เรียนหมอน่ะดีนะ.. ค่ะ (มันดี ไม่มีใครเถียงหรอกว่าเรียนหมอจะไม่ดี)

เรียนหมอน่ะมั่นคงแถมเงินดีด้วย ..ค่ะ

ไหนๆก็เรียนสายวิทย์ แล้วทำไมไม่เรียนหมอล่ะ ไม่เสียดายความรู้เหรอ จะไปเรียนศิลปะทำไม

.........................

 

 

ฝ้ายว่าเมืองไทย ติดค่านิยมเรื่อง "เรียนหมอ" เอามากๆ

แต่กับศิลปะแล้ว..ในสายตาของผู้ใหญ่เท่าที่เจอมา ไม่มีใครเชียร์ให้เรียน ไม่มีใครสนับสนุนสักคน

แถมกับบางคนยังเป็นอคติแง่ลบว่าเรียนศิลปะแล้วอาจหางานไม่ได้และกลายเป็นจิตรกรไส้แห้งก็ได้

คุณพ่อของฝ้ายเรียนทันตแพทย์มา ท่านอยากให้เป็นหมอฟันเอามากๆ..

บ้านฝ้ายไม่ได้ถึงกับบังคับว่า 'ต้อง' เรียนอะไร แต่ส่วนใหญ่จะบอกว่า

'อยากเรียนอะไรก็เรียนเถอะ ชอบอะไรก็เรียนไป' แล้วก็จะมีหยอดท้ายว่า   

 

..'แต่เรียนหมอดีกว่านะ'

 

 

 

เรื่องของการเลือกอาชีพ ตัวเองก็เครียดอยู่เหมือนกัน เพราะถูกถามมาตั้งแต่ม.ต้นแล้วว่าอยากเป็นอะไร แต่ฝ้ายจะตอบว่ายังไม่รู้ไปเสียทุกครั้ง

เมื่อก่อนตอนเด็กๆฝ้ายชอบวาดรูป ดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมเดียวที่ทำแล้วได้รับคำชมว่ามีพรสวรรค์อยู่จำนวนหนึ่ง ตอนเด็กๆก็เคยอยากเป็นจิตรกร เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะมันมีอะไรบ้าง

อ่อ อาจจะรู้จักอยู่อย่างก็ อินทีเรีย ดีไซเนอร์

แต่ไปๆมาๆวันหนึ่งก็คิดกับตัวเองว่า ถ้าเรียนศิลปะไปจริงๆ เราจะสู้คนอื่นที่เค้ามีหัวมากกว่าเราได้เหรอ เราไม่ได้ครีเอทีฟ หรือ 'ติสต์' เหมือนใครๆ เรียนไปยังไงก็แพ้เค้าอยู่ดี

โครงการจิตรกรน้อยจึงพับเก็บไป ช่วงม.ต้นไม่เคยคิดถึงอีก

ช่วงม.ต้นค้นเจอตัวเองอีกอย่างคือเป็นคนชอบเขียน

ตอนเรียนประถม เพื่อนพี่เขียนเรื่องแฟนตาซีๆเองวาดรูปประกอบเอง พี่บอกว่ามันแต่งเล่นๆให้เพื่อนในห้องอ่าน พอเราได้อ่านก็อยากเขียนมั่ง ใช้สมุดโรงเรียนเขียนได้ตั้ง5-6เล่ม แถมประกอบกับชอบวาดรูป ก็เลยเลียนแบบวาดประกอบเองด้วย

ตอนม.ต้น เล่นอินเตอร์เน็ตก็ชอบแต่งเรื่องโพสต์ด้วย สนุกดีกับการนั่งคิดพล็อตเรื่อง คิดตัวละคร ช่วงม.ต้นก็เป็นครั้งแรกที่ได้ลองเขียน 'ไดอารี่ออนไลน์' ชอบมากๆที่ได้เขียนเรื่องแล้วมีคนอื่นเข้ามาอ่าน มีความสุข

ความฝันว่า อยากเป็นนักเขียนที่มีหนังสือเป็นของตัวเองก็ผุดขึ้นมา
แต่พอบอกพ่อกับแม่ ทั้งคู่บอกว่า เรียนอะไรก็เป็นนักเขียนได้ แต่นักเขียนไม่เหมาะจะเป็นอาชีพหลักหรอก

อันนี้เราก็เห็นด้วย..สุดท้าย ..'นักเขียน' จึงยังไม่ใช่คำตอบ แต่ยังเก็บฝันไว้ว่าอยากจะเป็นนักเขียนเป็นอาชีพเสริม

เรียนจนจบม.ต้น..ไม่มีวิชาไหนชอบเป็นพิเศษเลย ยกเว้นศิลปะที่พอจะเพลินได้บ้างเวลาทำงาน เพราะรู้สึกสนุกดี

แต่สุดท้ายคำถามที่ว่า "อยากเป็นอะไร" ก็ยังไม่มีคำตอบ

มาม.ปลาย ชีวิตม.ปลายทำให้รู้ว่า ตัวเองไม่ใช่เด็กสายวิทย์หรอก แค่อยู่ในระดับที่ 'พอเรียนได้' ก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวแล้วว่าไม่ชอบวิชาคำนวณ ไม่ชอบตัวเลขแล้วก็ไม่ถนัดขั้นรุนแรง

คำถามนั้นถูกถามถี่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังหาตัวเองไม่เจอสักที อิจฉาพวกเพื่อนที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเป็นวิศวกร..จะเป็นศัลยแพทย์.. แล้วตัวเราอยากเป็นอะไรกันแน่ล่ะเนี่ย

แต่จะเรียนทางด้านศิลปะเหรอ..ก็กลัวแพ้คนอื่นเค้า

สุดท้ายก็เลยตัดสินใจไปเรียนdrawing เวลาทำงานมันก็เพลินมือดี เคยทำถึงตี2ยังไม่ง่วงเลย

ตัวเองเป็นคนชอบหนังสือ เลยเริ่มสนใจด้านgraphic design ความจริงสาขาที่เกี่ยวกับศิลปะมีเยอะ ที่เรียนก็เช่นกัน จึงยังไม่ได้กำหนดแน่นอนว่าอยากเข้าที่ไหน

แต่พอตอบใครๆไปว่า อยากเข้าศิลปกรรม.. ทุกคนกลับเชียร์ให้เรียนหมอ

 

 

 

 คุณลุงของฝ้าย..บอกว่า เรียนศิลปะน่ะ มันต้องไปเป็นลูกน้องเค้านะ เราต้องไปเสนองานให้เค้า ถ้าเค้าไม่ชอบ เค้าก็ไม่รับเรา สมมติถ้าเป็นหมอ เป็นหมอฟัน เธอก็จะได้เปิดคลีนิคเป็นของตัวเอง แล้วยังไงๆก็มีคนไข้ไม่ต้องกังวลว่าเรียนไปแล้วจะตกงาน

วันนั้นฝ้ายทนไม่ไหว ฝ้ายบอกว่า ถ้าฝ้ายเลือกได้ว่าจะชอบอะไร ฝ้ายอยากให้ตัวเองชอบเรียนวิทยาศาสตร์

อยากให้ตัวเองเก่งเลข อยากให้ตัวเองอยากเรียนหมอ เพราะข้อดีทุกอย่างที่คุณลุงพูดมา ฝ้ายไม่เถียง ดีด้วยซ้ำ งานดีเงินดี ใครจะไม่อยากเป็น

แต่ฝ้าย ' ไม่ชอบ '

คุณลุงถามว่าตอนนี้เรียนแล้วเกรดเป็นยังไง

เกรดฝ้าย ถ้าวิชาทั่วไปก็ดี แต่ช่วงหลังๆพวกเคมีฟิสิกส์ชีวะ จากม.4ที่เคยได้เกรด4 ตอนนี้เริ่มร่วงแล้วค่ะ เลขไม่ต้องพูดถึง อาการหนักที่สุดแล้ว

คุณลุงบอกว่า ถ้างั้นก็ไปเรียนพิเศษเพิ่มสิ พยายามหน่อย จะได้คะแนนดีๆ ทำไมไม่สู้คนอื่นเค้า

...ฝ้ายเงียบไป

ฝ้ายไม่ได้อยากแข่งกับใครเพื่อให้ได้เรียนหมอ เพราะฝ้ายไม่ชอบมันเอาซะเลย

พ่อฝ้ายบอกว่า เค้ารู้ว่าฝ้ายอยู่ระดับไหน แล้วเค้าก็รู้ว่าถ้าเรียนทันตะละก็ เรียนได้แน่ เค้าบอกว่าตอนเรียนจริงๆมันจะเกี่ยวกับศิลปะ ความรู้ด้านทฤษฎีจะไม่ค่อยได้ใช้หรอก พวกเลขกับเคมีฟิสิกส์ก็โผล่มานิดเดียวเอง

อยากถามว่า..พูดไปถึงเรื่องเรียน แต่เรื่องสอบเข้าล่ะคะ คิดว่ามันง่ายเหรอ

คำที่ฝ้ายพูดเหมือนกันตอนที่คุยกับลุงกับพ่อก็คือ

"เรียนหมอ..อาจจะเรียนได้ แต่มันจะดีกว่าไม่ใช่เหรอคะ ถ้าเราได้เรียนในสิ่งที่เราชอบ"

 

 

พ่อเคยพูดไว้ว่าเรียนศิลปะน่ะ งานหนักมากนะ งานหนักกว่าหมอเสียอีก โปรเจคนึงทำกันข้ามคืนงี้ เหนื่อยไม่ใช่เล่น

แต่ฝ้ายคิดแค่ว่า เรียนอะไรงานมันก็หนักทั้งนั้นแหละ หนักมากหนักน้อยต่างกันบ้าง แต่ยังไงเราก็ต้องเจอ แล้วถ้าชอบจริงๆ ยังจะต้องกลัวงานหนักไปเพื่ออะไรล่ะ..?

 

 

บางครั้งฝ้ายก็อยากให้เปิดใจบ้างนะ สมัยนี้ไม่ใช่ว่าเรียนพวกศิลปะแล้วจะต้องจนหรือตกงานแน่ๆ..แถมมันมีอะไรอีกมากมายที่มากกว่าคำว่า "จิตรกร" หรือ pure art ที่เห็นๆกันนะ..

ไม่อยากใช้คำว่าอคติ แต่กับผู้ใหญ่บางคน มันเป็นแบบนั้นจริงๆ

ไม่ใช่ว่าฝ้ายไม่เข้าใจถึงความหวังดีของคนที่ผ่านโลกมาก่อน.. ฝ้ายรู้ว่าชีวิตมันไม่ง่าย ไม่มีใครได้สิ่งที่ต้องการไปหมดเสียทุกอย่าง เอาเข้าจริงๆเรียนมาอาจจะไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ ชีวิตไม่ใช่แค่ความฝันที่อยากเป็นอะไรก็เป็นได้ ในอนาคตเค้าก็อยากให้เรามีฐานการงานที่ดี มั่นคง เลี้ยงตัวได้ ไอ้จะทำตามฝันไปหมดเสียทุกอย่างแล้วกลับมาตายรัง..ชีวิตมันไม่ใช่แบบนั้น

 

 

แต่ผิดหรือเปล่าที่ฝ้ายไม่ได้อยากเป็นหมอ

ผิดหรือเปล่า ..ที่อยากเรียนศิลปะ?

ผิดหรือเปล่า ..ที่อยากไล่ตามฝันของตัวเอง

 

ปล. คาดว่าจะมีคอมเม้นท์ที่มีความเห็นแตกต่างกันไป แต่ไม่รู้สิคะ..== กลัวเหมือนกันที่จะต้องเจอคอมเม้นท์ที่ทำเราฝ่อ ประหลาดดีแท้ ยังไงก็คอมเม้นท์แบบเอ็นดูกันหน่อยละกัน แหะๆ

ปล.2 ก็คนมันไม่เก่งวิทย์นี่หว่า ฮือๆๆๆ TT^TT

ปล.3 เพลงนี้ โดนซะ

edit 20.23 น.

อย่างแรกค่ะ..ตกใจมาก มากถึงมากที่สุด ที่เปิดเข้ามาแล้วมี80กว่าคอมเม้นท์ ฝ้ายนั่งเล่นเนตไปลองรีเฟรชไปเรื่อยๆ โอว..100แล้ว OoO....

อยากบอกว่า ขอบคุณทุกคนมากๆ แต่ละคอมเม้นท์ถึงจะยาวแต่ฝ้ายอ่านหมดนะ ขอบคุณทุกๆคำแนะนำ ฝ้ายคงจะเขียนภาคต่อซะหน่อย เขียนขอบคุณแล้วก็อยากจะเล่าอะไรนิดหน่อยเพิ่มเติมด้วย ถ้ามีใครที่เปิดเข้ามาซ้ำละก็ ฝ้ายขอบคุณไว้ตรงนี้เลยนะคะ

ขอบคุณมากๆ..

ถ้ามีโอกาสอย่าลืมเข้ามาอ่านนะคะ..

ปล. จะค่อยๆกลับไปคอมเม้นท์นะคะ เยอะมากกกกจริงๆ เห็นแล้วอึ้ง มีหลายๆคนที่ฝ้ายก็อยากบอกอะไรเหมือนกัน โดยเฉพาะน้องๆที่เข้ามาอ่าน

อีกรอบ..

ขอบคุณมากจริงๆค่ะ จาก ใจ

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เรียนหมอ ไม่ใช่ว่าเรียนได้แล้วจะเป็นหมอที่ดีได้อ่ะนะ เพราะมันต้องมีใจรัก ถ้าใจไม่รัก ทำให้ตายก็เป็นหมอที่ดีไม่ได้หรอก

ผู้ใหญ่ก็ชอบอย่างงี้แหละค่ะ อยากจะหาสิ่งที่ดีที่สุดให้เด็ก แต่ไม่ทันดูว่าเด็กชอบรึเปล่า เอาแต่บอกๆให้ ตัวเราเองน่ะที่จะลำบากใจ

ชอบอะไรก็ทำไปดีกว่าเนอะ big smile

#101 By yueliang de mama on 2008-01-06 20:45

อา...อารมณ์ใกล้เคียงกันเลยตอนนี้

เรียนไรดีหว่า?
เฮ่อ ชีวิต


ไม่ขอเม้นยาวๆละกัน
แนะนำไม่ได้ เพราะเราก็ยังเอาตัวเองไม่รอด = =

ยังไม่มีแม้แต่สิ่งที่ชอบเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้น พ่อแม่อยากให้เรียนอะไรก็ว่าจะเรียนๆไปซะ

เอนทรี่นี้ทำให้คนที่สับสนเหมือนกันได้รู้อะไรๆเพิ่มเยอะเลย

ขอบคุณครับ

#102 By [ Sai ];charot on 2008-01-06 21:27

ให้ตายเถอะค่ะ ! ! !

เรียนม.5 เหมือนกัน เลย ^^

สายวิทย์ด้วย ...^^"

เฮ้ออออออออ

รู้ทั้งรู้เหมือนกันนะ ว่าชอบวาดรูป

เเละมัก ทำงานศิลป์ได้ดีกว่า ..
ถึงเเม้ เรียนได้ เเต่ก็รู้ว่าชอบศิลปะมากกว่า

เเต่ ...
ก็รู้ทั้งรู้อีกแหละ ..
ว่าเราไม่ได้เรียนอาร์ตเเต่เเรก
ตอนนี้จะไปสู้คนอื่นได้ไม๊ ....... ?

อยากเรียนศิลป์
เเต่ความฝัน ของ เรา มันดูเหมือนกินเเล้วไม่อิ่ม ..
ถึงอิ่ม ก็ อิ่มกับตัวเราเอง
มัเเละนไม่สามารถรับประกันได้ว่า ..
ภายภาคหน้า จะเลี้ยงคนอื่นได้ไม๊นี่สิค่ะ ....

แฮะๆ

เป็นพี่คนโตน่ะค่ะ = ="
เเถมที่บ้านก็ไม่ได้รวยไรหนักหนา
มันเหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
ก็เลยจำใจค่ะ .. sad smile

เเต่ของฝ้าย
ที่บ้านฝ้าย ยังมีฐานะที่มั่นคง

...

เลือกสิ่งที่ฝ้ายชอบเถอะค่ะ ^^

#103 By HAPPINESSS. on 2008-01-06 21:30

ผมเนี่ย ก้อเปนแบบนี้เลย
คนส่วนมากใน สังคมไทย
ผมคิดว่า ศิลปะเค้าก้อมองเหมือน ดนตรี คับ
เหมือน เต้นกินรำกิน คนไทยใช้พูดกะ ดารา หรือนักดนตรี
แต่ผมว่า เค้าก้อมีความสุขของเค้า นะ การได้ทำสิ่งที่ชอบเนี่ย
ก้อเปนแบบนี้แหละ ตามความรุสึกผม นะ
คือเปนหมอ ดี สุด รวยสุด มีเงินทุกอย่างก้อตามมา
มีเงิน สามารถหาอะไร เพิ่มได้หลายอย่างคับ
แต่ ผมคิดการได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบ ที่เราต้องการจิงๆ
มันจะทำให้ เรามีความตั้งใจในการทำเรื่องนั้นมากมากขึ้น

แต่ผมคิดว่า ไม่ว่าผลการเลือก ทาง ของเราจะเปนยังไง
แต่สุดท้าย ครอบครัว เราก้อยังดีใจร่วมกับเรา ในความสำเร็จของเรานะคับ อันนี้ ที่บ้านผม ไม่สนับสนุน มากมากแต่
ผลสุดท้าย เค้าก้อ ยินดี กับ จุดเริ่มต้น ของผม

#104 By i-chui (58.64.86.49) on 2008-01-06 21:54

คอมเม้นยาวมากๆค่ะ

เราเองก็เรียนสายศิลป์ภาษามา ซึ่งเพื่อนๆเค้าก็จะมีแต่เค้าอักษรอะไรที่เกี่ยวกับภาษากัน และเราเรียนสายศิลป์จีนด้วย ยิ่งแล้วใหญ่เพื่อนๆจีนอยากเข้าเกี่ยวกับภาษากันทั้งห้อง ตอนเอ็นก็มีเราแค่คนเดียวที่ไม่เอ็นภาษาจีน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะนั่งเรียนไปทำไมให้หนักหัว แล้วเราก็แบบเป็นคนเดียวในห้องจีนเราด้วยที่เลือกสอบพวกตัวศิลปะ = =

จำได้ถึงชม.เรียนจีนเราก็หลับตลอดเอาแค่ให้ผ่านปลายภาคพอ
จงเลือกในสิ่งที่เรารัก

อย่าเลือกในสิ่งที่คนอื่นเลือกให้

เพราะนี่คืออนาคตของเรา ไม่ใช่อนาคตของเค้า

เลือกในสิ่งที่ชอบ เลือกในสิ่งที่รัก

อนาคตเมื่อเราจบไปประกอบอาชีพ

เราจะรู้่สึกผิดเมื่อเราเลือกในคณะ สาขาที่เราไม่ได้เลือก

เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ

เหมือนผมตอนนี้

ซึ่งอันที่จริงผมเองก็เกือบจะ หรือคล้ายๆเคสนี้

ผมจบวิทย์คณิตแต่อาชีพการงานที่ทำทุกวันนี้แทบ

ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสายวิทย์-คณิตเลย

ใช้แต่คอม sad smile

ทั้งนี้ครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ต้องเข้าใจเราด้วย

ถ้าเจอแบบพ่อแม่ปลูกฝังล้างสมองอันนั้น

พูดยากครับ

แต่ยังไงครอบครัวก็ต้องคุยกัน

ไม่ยัดเยียดในสิ่งที่ไม่ใช่เราให้

Hot! Hot! Hot!

#106 By Maxtrix™ on 2008-01-07 00:36

เรียนในสิ่งทีชอบก็ดีค่ะ ต้องพยายามต่อสู้นะค่ะ ตอนนี้ก็เรียนอินที้รยอยู่ค่ะ งานหนักมากก็จริงแต่ก็มีความสุขใจ แม้ใครๆจะไม่สนับสนุน แต่เรารู้ว่าเราเองเป็นอะไร และจะทำอะไร นั่นแหละดีที่สุด เพราะต่อไปเราต้องอยู่กับมัน อย่าให้ใครมาตัดสินแทนเราเลย สู้ๆๆๆๆ INTD

#107 By mintd*-* on 2008-01-07 00:45

ค่านิยมเรื่องให้ลูกเรียนหมอ (โดยเฉพาะในสังคมเมือง) นี่คงจะลบไปจากประเทศไทยยากนะนี่ ทุกยุคทุกสมัยจริงๆ sad smile พี่เองยังชื่นชมคนที่เป็นหมอนะคะ เพราะอาชีพนี้ช่วยชีวิตคนได้ big smile

จากที่อ่านดู เหมือนว่าที่บ้านให้เหตุผลเรื่องการทำงานและรายได้หลังเรียนจบ..
ตามที่พี่สัมผัสมา อาชีพอื่นๆ ที่มีรายได้ดีกว่าเป็นหมอก็เยอะนะคะ (จริงๆ นะ)แล้วก็ที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างเค้า (เป็นนายคน-เจ้าของกิจการ) ยิ่งเยอะมาก แถมยังมีเวลาเป็นของตัวเองเยอะกว่าคนเป็นหมอด้วย..

พี่เห็นว่าอาชีพอะไรก็ประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น ทำสิ่งไหนด้วยความสุขแล้วยิ่งเรียกว่าประสบความสำเร็จไปแล้วเปราะหนึ่ง และก็เข้าใกล้เป้าหมายได้เรื่อยๆ อย่างไม่ย่อท้อ มีกำลังใจทำอีกต่างหาก

คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยากรระดับโลกเป็นตัวอย่างนึงค่ะ ไม่รู้น้องฝ้ายเคยอ่านเรื่อง "ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้" รึเปล่า .. จะเห็นชัดเลยว่า เค้าคงมีวันนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าสิ่งที่เค้าทำอยู่ เค้าไม่ได้รักไม่ได้ชอบอย่างจริงจัง

นักปรัชญาหลายคนก็พูดไว้ว่า
ถ้าได้ทำงานที่ชอบ ก็เหมือนเราไม่ได้ทำงานไปตลอดชีวิต big smile

ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเลือกอะไร เมื่อก้าวเท้าไปแล้วอย่าเสียใจ ให้ทำให้ดีที่สุดละกันจ้ะ surprised smile big smile

#108 By p-i-e on 2008-01-07 00:48

ไม่ผิดเลยค่ะที่จะเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ
การเรียนหมอทั้งๆ ที่วันนึงเรารู้ตัวว่าไม่ได้ชอบสิ่งนี้เป็นอันดับหนึ่ง
มันทำให้เหนื่อยทั้งใจเหนื่อยทั้งกายจริงๆนะคะ
พี่เองก็เป็นคนนึงที่เป็นแบบนั้น แต่ก็พยายามอดทนจนใกล้จะถึงเส้นชัยล้ะ
เมื่อน้องเองยังมีโอกาสที่จะตัดสินใจ
ชีวิตก็เป็นของเรานี่เนอะ เลือกในสิ่งที่เราชอบก็น่าจะดีกว่า
ความสุขตรงนี้แหละจะเป็นสิ่งผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
เป็นหมอสมัยนี้ก็ไม่ได้ดีเหมือนสมัยก่อนนะพี่ว่า
เรื่องฟ้องร้องนี่ทำเอาหมอหลายๆ คนหนาวๆ ร้อนๆ เวลาคิดจะสั่งการรักษาอะไรแต่ละที
พี่เองขนาดยังเรียนไม่จบก็ยังหนาวๆ ร้อนๆ เลยฮ่ะๆ

สู้ๆ นะคะ ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยคนล้ะกันbig smile
คิดว่า การที่คุณพ่อพูดอย่างนั้น แสดงว่าถึงแม้ว่าลึกๆแล้วคุณพ่อยังหวังว่าน้องอาจจะเปลี่ยนใจมาเรียนหมอ แต่จริงๆแล้วคุณพ่อก็ยอมรับการตัดสินใจของน้องนะคะ

น้องโชคดีมากที่ครอบครัวเข้าใจและไม่บังคับ ถึงแม้จะ persuade ให้เรียนหมอบ้างด้วยการเล่าข้อดีของการเป็นหมอและข้อเสียของการเรียนศิลป์ แต่ก็ไม่ถึงกับ "บังคับ" ว่าต้องเรียนหมอ

เมื่อเป็นอย่างนี้ มันก็ง่ายที่น้องจะแสดงให้ทุกคนรับรู้ว่าน้องสนใจด้านศิลปกรรมจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องฝ้ายเพิ่งอยู่ม.5 ยังมีเวลาพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นอีกนานค่ะ กว่าจะถึงเวลาที่จะต้องเลือกคณะ ถึงตอนนั้นครอบครัวของน้องคงจะเข้าใจน้องแล้วล่ะ

(แล้วก็ ในเมื่อยังเหลือเวลาอีกเยอะ ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ค่อยๆใช้เวลาพิจารณาความชอบของตัวเองไปเรื่อยๆนะคะ - ไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียนหมอนะ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว พี่ใช้เวลาค่อนข้างนานจนความรู้สึก "นิ่ง" แล้วว่าแน่ใจและมั่นใจว่าจะมีความสุขกับสิ่งนั้นจริงๆ)

ที่สำคัญอีกอย่าง อาชีพหมอเป็นอาชีพที่ความรับผิดชอบสูงมาก สูงกว่าหลายๆสาขาอาชีพ ถ้าใจไม่รักจริง คนเรียนนี่ล่ะจะรู้สึกแย่เป็นสองเท่า

แต่ถ้าไม่นับเรื่องนั้น ยอมรับค่ะว่า ค่านิยม อคติ และความแตกต่างทางรายได้น่ะมีอยู่จริงๆ พี่เรียนคณะทางด้านสายศิลป์ค่ะ และทุกวันนี้ก็กลัวจบมาทำงานแล้วไม่มีกินนะเออ

โชคดีนะคะ ไม่ว่าน้องฝ้ายจะตัดสินใจยังไง หวังว่าน้องจะมีความสุขกับสิ่งนั้นและทำมันให้ดีที่สุด

#110 By Melancholic Me * on 2008-01-07 01:52

ก่อนเลือก ถามตัวเอง ครับเราชอบ วาดรูปขนาดไหน
อดทนเรียนและได้วาดรูปได้แบบที่ไม่ชอบได้หรือปล่าว

หาข้อมูลให้มากๆ

เพราะในสายงานศิลปะเองจริงๆ ไม่ได้มีแค่การวาดรูปครับ

หลายคนเรียนวิทย์เลือกเรียนสถาปัตย์ เพราะคิดว่านี่คือ สายอาชีพวาดรูป ทั้งที่มันไม่ใช่

หลายคนชอบวาดการ์ตูน แต่ เลือกเรียนจิตร กรรม ก็ไม่มีความสุข

ตั้งคำถาม กับตัวเอง ก่อน อยากเรียนศิลปะ สายไหน

อย่าเลือกเรียนเพราะ กระแส สายวิชาอะไรมาแรง
อย่าเลือกเรียนเพราะ คิดว่าน่าสนุก

เมื่อสอบได้จริงๆ อย่าอิดออดเมื่องานเยอะ
อย่าปิดใจ เมื่อโดน ติติงในผลงาน
อย่าท้อ ถ้าทำแล้วยังไม่ดี

ไม่มีอะไรได้มาถ้า เราไม่พยายามเต็มที

เมื่อผิดหวัง อย่า เสียใจ

ถ้าเราทำเต็มที่ ไม่มีอาชีพอะไร ไม่ประสบความสำเร็จ หรอกครับ

#111 By เจ๋ง on 2008-01-07 02:15

มันเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ...
ถ้าคิดว่ามันดีก็ทำเถอะค่ะ
แต่คิดเผื่อไว้บ้างมันก็ไม่เลวนะ^^

#112 By sebin_เซบิน on 2008-01-07 02:25

ส่วนใหญ่ความคิดเห็นก็มักจะเป็นกันอย่างนี้ละครับ

ผู้ใหญ่สมัยนี้ชอบยึดติดกับค่านิยมเดิม ๆ ทั้งนั้น

รู้สึกเหมือนจะโดนสถานการณ์แบบเดียวกับผมนะครับ ไม่รู้ว่าโตมาจะเป็นอะไรเหมือนกัน

แต่ช่วงนี้ก็เพิ่งมาเข้าใจนี่ละครับว่าอยากเป็น GM

แต่ที่บ้านเขาก็ไม่สนับสนุนเพราะว่าต้องไปเป็นลูกน้องเขา angry smile

แต่ก็ใจรักนินะ ทำยังไงได้

ยังไงก็สนับสนุนการเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบครับ เพราะมันสนุกและไม่เบื่อจริง ๆ สู้ต่อไปครับ confused smile

เป็นกำลังใจให้

Ps, แปะลูกบอลเพื่อให้คนอื่น ๆ ได้เข้ามาอ่านต่อไปครับ Hot!

#113 By kunemata on 2008-01-07 05:46

ดีค่า หนึ่งในสมาชิกหักดิบวิทย์เป็นศิลป์ขอรายงานตัว!

ถึงน้องฝ้าย (คาดว่าเป็นน้องเพราะพี่อยู่ปีหนึ่งแล้ว)
จะไม่ให้กำลังใจอะไรไปมากกว่านี้น่อ รู้สึกว่าได้เยอะมากแล้ว (อ้าวซะงั้น)

แต่พี่มีแผนมาเสนอ!

พี่เองก็ประสบปัญหาแบบว่าเรียนศิลป์แล้วจะทำอะไรกินอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ผ่านมันไปได้แล้ว

ก็...สาเหตุหนึ่งที่พ่อแม่เขาจะเป็นห่วงกันคือไม่รู้ว่าจบมาจะทำงานอะไรใช่ไหมคะ

เราก็เตรียมให้พร้อมไปเลยสิ เตรียมไว้เลย เนี่ยปีนี้ๆหนู(อาจจะ)ทำแบบนี้นะ จบมาหนูจะทำแบบนี้ๆ ทำให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้เลือกชั่ววูบ แต่มีการวางแผนเตรียมพร้อม

หรือไม่ก็ลองไปคุยกับอาจารย์ที่ใจดีและเข้าใจน้อง (ย้ำว่าต้องเข้าใจน้องนะ อย่าเป็นพวกอาจารย์บ้าสถาบันบ้าคณะบ้าสายอาชีพเด็ดขาด) ให้เขามากล่อมพ่อแม่เราอีกที อาจารย์พูดจะน่าเชื่อถือกว่า โดยเฉพาะอาจารย์แนะแนว ถ้าเขาสนิทๆและรู้นิสัยเราดี เขาจะช่วยวิเคราะห์ได้ว่าเราไม่เหมาะกับสายวิทย์ยังไง ไม่เข้ากับนิสัยเรายังไง เรียนต่อไปมันอาจจะล่มยังไง (ใส่ไฟไปเยอะๆ)

ยังไงก็สู้ๆนะคะน้องฝ้าย เท่าที่ดูบ้านหนูก็มีฐานะในระดับนึงใช่ไหมล่ะ ยังไงก็สามารถรองรับได้ (ไม่เหมือนพี่เหอๆ อารมณ์พี่คนโต บ้านก็ไม่ได้รวย ยังหักมาเลือกสายนี้อีก)

สู้ต่อไปนะคะ

จากพี่คณะอักษรฯว่าที่ เอกวิชาศิลปะการละคร

(จงใจใส่เอกไว้ให้ดู น้องคิดว่าพ่อแม่พี่จะห่วงขนาดไหนล่ะ แผนคือเราต้องเตรียมพร้อมค่ะ เตรียมมันตั้งแต่ยังไม่ได้แอดมิชชั่นนั่นแหละ)

#114 By ReNile on 2008-01-07 11:12

ไม่ผิดโว้ยยย
สนับสนุนให้วัยรุ่นไทยทำตามใจคิดที่สร้างสรรค์

#115 By MeiiThamoN on 2008-01-07 11:30

เหมือนกันเลยล่ะ
ตอนเรียนก็เรียนสายวิทย์
พอเอ็นท์ กลับเข้าคณะสายศิลป์
ตอนนั้นก็โดนผู้ใหญ่บ่นตลอดเวลาเหมือนกัน
แต่ถ้าเรารักจริง ก็ทำตามที่อยากดีกว่านะ
ต้องอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบอ่ะ มันทรมานจะตาย
ชีวิตของเรา เราก็ต้องเลือกเองเนอะ
ส่วนความเห็นของผู้ใหญ่ ก็รับความหวังดีไว้
ถ้ามีเหตุผลให้เค้าได้ ก็อธิบายไป
สุดท้ายยังไงมันก็ชีวิตเรา

#116 By ~anna~ on 2008-01-07 11:41

ความเห็นยาวเหยียดจริงๆ กับปัญหาพื้นฐานที่มีมายาวนานนับหลายสิบปีในสังคมไทย

คือจริงๆด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น เด็กฝรั่งหลายๆเมืองเค้าถึงมี Gap Year หรือ 1 ปีที่จะไปแสวงหาตัวตนด้วยการไปทำงานหรือไปทำอะไรในที่ที่ต้องการไปก่อนไงครับ เพื่อสำรวจตรวจสอบว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ ในการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ต่างๆ

ส่วนตัวเองแล้วตอนนี้ที่เรียนและกำลังจะจบแล้ว การมาศึกษาในสายสื่อสารมวลชนนั้นเกิดจากการทำงานในสายนิตยสารตั้งแต่ 18 ปี และเมื่อถึงการทำงานในขั้นหนึ่งแล้วก็ค้นพบตัวเองครับว่าอยากเรียนรู้ในหลักพื้นฐานต่างๆ เพื่อที่จะได้เอาใช้พัฒนาการทำงานในสายที่ตัวเองรัก ซึ่งถือว่ากลับข้างกันหน่อยนึง แต่ก็ถือว่าถูกทางกับการก่อตั้งของมหาวิทยาลัย ถ้าเรามาดูกันจริงๆ นะครับว่าเหตุในโลกนี้จึงต้องมีโรงเรียน ต้องมีมหาวิทยาลัย ทำไมจึงต้องมีคณะ ก็เพื่อให้เราได้เลือกเรียนเพื่อมีความสารถเพิ่มขึ้นมาในแขนงต่างๆที่เราต้องการเรียนรู้และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่ออาชีพในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นแง่ใดก็ตามล่ะครับ

ส่วนตัวอยากแนะนำให้ลองโดดลง Field ไปทำงานจริงๆ กับแขนงที่เราต้องการทดลองเรียนรู้ครับ จะเป็นตัวชี้วัดเลยว่าเราเนี่ยไปได้ดีกับตรงนั้น และตื่นขึ้นมา เรารู้สึกว่าอยากทำงานสิ่งนั้นๆอยู่หรือเปล่า

โลกเราขาดหมอไม่ได้พอๆกับนักดนตรีครับ double wink

#117 By nora on 2008-01-07 15:14

เข้ามาให้มุมมองที่ต่างกันเล็กน้อย จากคนที่มี background คล้ายๆ กันครับ

คือชอบศิลป์ วาดรูป วรรณกรรม งานขีดๆ เขียนๆ แต่เรียนได้ทั้งสองแขนง ...ตอนนั้นทางบ้านผลักให้ผมเรียนวิทย์ และผมก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล sad smile ซึ่งผมก็ไม่มีตัวเลือกมากนักเพราะตอนนั้นมีผมคนเดียวที่มีหัว พอจะเรียนสายนี้เพื่อช่วยงานทางบ้านได้

แล้วก็เป็นอย่างที่คิดครับ คือผมเรียนสู้ฟัดเอามากๆ อ่านไม่เข้าหัว ปวดหัวบ่อยๆ ร้องไห้คนเดียว เคยเครียดซะเกือบอ้วกในห้องสอบจนต้องไปถอนรายวิชาแล้วลงเรียนใหม่ ...กว่าผมจะจบวิศวะด้วยเกรด 2.9 (ภายใน 4 ปี เพื่อไม่ให้ทางบ้านผิดสังเกต)ได้ ... สิริรวมวิชาที่ถอนไปทั้งหมดก็ราวๆ 20 กว่าหน่วยกิต เรียกได้ว่าแทบกระอักเลือดตายจริงๆ

ทว่าหลังจากที่ผมได้ฝึกงาน ได้ต่อโทและทำงานจริง ผมก็พบว่า ความสามารถทางสายศิลป์เอง ก็มีส่วนช่วยให้ผมก้าวหน้าในสายงานเทคนิกได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ภาษาที่ใช้ในรายงานและการ present เป็นภาษาไทย-อังกฤษ ไอเดียในการเรียบเรียงงานวิจัยให้เข้าใจง่าย ความคิดเชิง visualization ฯลฯ ทั้งหมดนี่กลับเป็นแต้มต่อให้ผม "มีดี" และเป็นที่ยอมรับได้ทัดเทียมกับพวกเรียนเก่งจนได้เกรดสูงๆ

ผมกำลังจะจบโทวิศวะและต่อกฎหมาย...ตามคำแนะนำของทางบ้านอีกตามเคย sad smile ความถนัดทางภาษาของผมคงช่วยในการเรียนสายวิชานี้ ได้มากกว่าสายเทคนิก

ประเด็นของผม ไม่ได้ต้องการให้คุณเจ้าของบล็อกยอมๆ เรียนตามใจทางบ้านนะครับ ผมแค่อยากจะบอกว่า

1. มนุษย์ "อาจ" มีความสุขได้ "ในระดับหนึ่ง" แม้ไม่ได้ทำงานที่รักก็ตาม

2. แม้ว่าจะเป็นแรงใจจากความรักของตัวเอง หรือสภาพแวดล้อมบังคับ หรือเป็นการตัดสินชีวิตจาก logic ล้วนๆ (เรียนเท่าที่เรียนได้ เรียนเพื่อก้าวหน้า หาเลี้ยงครอบครัว ฯลฯ) เหมือนผมก็ตาม กำลังใจไหนๆ ก็เป็น "ของจริง" ทั้งนั้น...ขอให้เลือกทางชีวิตให้ตรงกับทิศที่แหล่งกำเนิด "กำลังใจ" ของคุณชี้ไป...ชีวิตของคุณไม่มีวันล้มเหลวแน่นอนครับ

3.การเลือกครั้งสำคัญในชีวิต มักมี "ราคา" ของมันเสมอ ... ผมเลือกความก้าวหน้าและ "ชีวิตที่มั่นคง" แต่ก็เสีย "อิสระ" ไป ... ถ้าคุณจะเลือกเอา "อิสระ" ก็ขอให้เตรียมพร้อมสำหรับ "ความเสี่ยง" ที่จะตามมา ไว้ตั้งแต่ตอนนี้นะครับ

จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน คุณก็ต้องจ่ายค่าผ่านทางอยู่ดีครับ...เพราะทุกอย่างในโลกมีราคาเสมอ และผมเชื่อว่าของสองสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั้น มีราคาเท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากจะเลือกจ่ายอะไรออกไป

โชคดีบนเส้นทางสายชีวิตครับ big smile

ปล. ถ้าเครียดก็มายิงมุขกันที่บล็อกผมก็ได้เน้อ (โฆษณาแฝงเล็กน้อย)
คงเป็นเพราะมนุษย์ที่เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ถึงแม้ว่ามันจะปวดร้าวเพียงใด แต่เราก็วิ่งใส่มันอย่างโง่เขลาและบ้าคลั่ง...

GooD LucK !!

#119 By Toilet (124.157.200.15) on 2008-01-07 19:47

ไม่ลองหันมามองพวก สถาปัตย์ดูเหรอ สถาปัตย์ก็สายวิทย์นะ งานก็ไม่เลว พี่ก็ยื่นคะแนนติด สถาปัตย์ ศิลปากร แต่เลือกเรียนสายคอม มีเพื่อนอยู่ สถาปัตย์จุฬา แพทย์จุฬา ตั้งหลายคน ยังไม่รวมแพทย์กับเภสัชที่ม.อื่นอีก
เข้าประเด็นเลยละกัน
ถ้าจะเข้าทางสายศิลปะ
อย่างแรกถ้าจะเข้าเรียนทางสายartล่ะก็ต้องเตรียมใจอดนอนพอๆกับเรียนแพทย์ (ที่บอกว่าสายอื่นหนักน่ะ มันหนักเรื่องเรียน ไม่ได้หนักเรื่องทำprojectเท่าไหร่หรอก)อย่างที่สองคือ ใจรัก อันนี้สำคัญนะ เพราะมันจะทำให้งานสนุก เราจะไม่เบื่อกับงานกับการเรียน
ที่สำคัญๆก็สองข้อนี่แหละ แล้วก็พรสวรรค์อันนี้พอฝึกกันได้
แต่ถ้าจะเข้าแพทย์
ต้องขอบบอกว่าได้ฟังเป็นประสบการณ์ตรงจากว่าที่หมอเลย คือมันหนักมาก มันไม่ใช่แค่ที่รวมคนเก่งนะ แต่มันคือที่รวมคน โคตรเก่ง ถ้าเข้าไปจะรู้เลยว่า mean น่ะมันตกอยู่ 80-90 เต็มร้อยนะ <<แพทย์ศาสตร์จุฬา น้องรับความกดดันขนาดนี้ได้รึเปล่า แค่สอบเข้าน่ะถือว่าจิ๊บๆกับการเรียนในรั้วแพทย์
อย่าว่าแต่เรียนเลย สอบเข้าก็ไม่ใช่ง่ายๆ
ถ้าคิดว่าหัวตัวเองไม่ไหวก็อย่าดันทุรังเลย มันเครียดนะ เลือกที่ตัวเองชอบดีกว่า เพราะมันคืองานที่เราต้องทำอีก30-40ปี

บ่นอะไรเนี่ย โอ้sad smile สู้ๆละกัน
พี่คาดว่าพ่อแม่เค้าก็แค่คาดหวังแต่ถ้าเราจะไม่เข้าจริงๆ เค้าคงไม่ว่าอะไรหรอก
ส่วนญาติๆ อย่าไปฟังให้มากเลย เค้าก็แค่อยากเห็นคนในเครือญาติติดแพทย์จะได้ไปใช้บริการบ้างล่ะมั้งopen-mounthed smile

#120 By SoulOfSorrow on 2008-01-07 21:31

หมอเนี่ย เป็นอาชีพที่ถ้าไม่ชอบจริงๆล่ะก็ เรียนไปเห็นนรกแน่ ถ้าคิดจะเปลี่ยนใจไปเรียนคณะอื่นจะเสียเวลาไม่ใช่น้อยเลยนา

อย่างที่หลายคนบอกแหละคับว่าชอบอันไหนลุยอันนั้นดีกว่า ทำสิ่งที่เราถนัดแหละดีที่สุด สมัยนี้เรียนสายไหนก็ได้ยิ่งถ้ามีจุดเด่นเหนือกว่าคนอื่นเค้ายิ่งหางานง่าย

แต่นะแต่...เวลาผู้ใหญ่ในครอบครัวท่านบอกว่าเรียนนู่นเถอะ เรียนนี่เถอะ อย่าไปโกรธท่านเลยนะคับ เพราะอะไรรู้ไม๊ เพราะสิ่งที่ท่านพูดเนี่ยท่านมีประสบการณ์มาก่อนไง จริงๆแล้วท่านหวังดีกับเราแหละ อยากให้เราสบายในอนาคต

สรุปแล้วเชียร์ว่า "ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ"แล้วสุดท้ายแล้ว จะล้มบ้างลุกบ้าง แต่เราจะไม่นึกเสียใจในภายหลังคับ

ป.ล. นั่งอ่านเจอคอมเม้น15 เอ๊ะทำไมเรื่องมันคุ้นๆ นึกว่าใครน้ำหวานนี่เอง
sad smile

#121 By Toh on 2008-01-08 04:43

เด็กวิทย์ชอบศิลปะไม่เห็นแปลกตรงไหนเลย ฝ้าย พี่เรียนสายศิลป์ แต่อยากเรียนวิทยาศาสตร์ใจจะขาด แหะ แหะ พี่ว่า ฝ้าย ควรเลือกในสิ่งที่ชอบ หรือ ถนัดนะ ผู้ใหญ่พูด ก็ควรฟัง แต่ นำเอามาพิจารณาให้ดีนะ การเลือกอนาคต อญุ่ที่ฝ้ายนะ เพราะอนาคตเป็นของฝ้ายไม่ใช่ของใครทั้งนั้น นะจ๊ะ

สู้ๆนะ น้อง พี่เอาใจช่วยจ้ะbig smile

#122 By lamoon on 2008-01-08 18:07

เลือกเรียนที่อยากเรียนเถอะค่ะ
อย่าทรมานตัวเองเลย
อะไรที่เราไม่ชอบหนะ
แรกๆอาจจะพอทำได้แต่พอไปนานๆแล้ว
มันจะแย่เอา
เพราะความไม่ชอบ
มันจะไปพ่วงด้วยความไม่อยาก
แล้วหลังจากนั้น
อาจจะเรียนไม่จบก็ได้นะ
เรียนหมอไม่ใช่ง่ายๆ
มันดหดร้ายมากเลยหละ
ถึงมันจะฟังดูดีก็เถอะนะ
ที่จิงแล้วเราก็เคนผ่านปรัสบการณ์แบบนี้มาก่อน
ตั้งแต่ตอนที่เลือกสายตอนเข้าม.ปลาย
เราเลือกสิลป์-คำนาณ
ทั้งๆที่ทุกคนคิดว่าเราเข้าวิทย์แน่ๆ
แต่เราก็ไม่สน
แล้วตอนนี้ก็เรียนบริหารอยู่
อยู่ตัวแล้วหละตอนนี้
เพราะว่าเราเลือกแบบที่ไม่สนใครเลยหนะสิ
แล้วหลังจากที่เลือกแล้ว
เราก็ค่อยอธิบายให้พ่อแม่ฟังหงะ
ยังงัยก็ขอให้โชคดีละกันนะ
surprised smile

#123 By ~ Ka Ren ~ on 2008-01-08 19:31

น่าภูมิใจแทนน้องฝ้ายจังเลยคับ คอมเมนท์เยอะมาก
พี่ไม่เล่าประวัติส่วนตัวแล้วกันนะ เพราะว่าเท่าที่ดู
รู้สึกจะมีคนมาเล่ากันเยอะมากแล้ว
นั่นก็หมายถึง ไม่ใช่แค่ฝ้ายคนเดียวนะคับที่เจอเรื่องแบบนี้ ค่อยๆคิดแล้วกันนะคับ เพราะว่างานในอนาคต และความรู้ที่เราเรียน มันก็จะติดตัวเราไป อยู่ที่ว่าเราจะใช้ทางไหนก็เท่านั้นแหละคับ พี่เรียนมอปลายสายวิทย์ เอ็นติดนิติศาสตร์ ตอนี้เรียนบัญชีอยู่คับ ชีวิตก็อย่างนี้แหละนะ
มันจะมีบางช่วง ที่ไม่ได้เป็นแค่ของเราแต่เพียงผู้เดียวคับHot! Hot! confused smile confused smile

#124 By vodkatonicz on 2008-01-09 20:36

เรียนตามที่ตัวเองชอบนั้นหละจ๊ะ
ค้นหาตัวเองให้เจอนะ
ถ้าเลือกผิดก็เสียเวลานะจ๊ะbig smile
เป็นห่วงนะ

#125 By Nalin on 2008-01-10 16:17

บ้านเราไม่เคยมีใครบอกว่าต้องเรียนหมอ
เพราะสมัยพ่อเราก็มีค่านิยมแบบนี้แหละ
แต่พ่อเรารู้ว่าตัวเองไม่ชอบก็เลยไม่เรียน
แกล้งเข้าไปสอบเอนท์ชีวะ
แต่เขียนเพลงลงไปในข้อสอบ

ทำในสิ่งที่ถนัดดีกว่า
การที่เราแห่ไปทำอะไรเหมือนๆกัน
ผลสุดท้าย
คนที่จะตายก่อนคือคนที่ไม่มีความถนัดในเรื่องนั้นๆ
ที่แกเขียนมาน่ะก็เป็นตัวสนับสนุนอยู่แล้วว่าวิชาทางสายศิลป์น่ะแกไปรอด

(ส่วนตู ไม่บังคับก็เหมือนบังคับ แม่บอกว่า เรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่วิจัย แต่ตูอยากเข้าวิทยาเคมีน่ะสิ - -")

#126 By TeChNiKoS[9.9796] on 2008-01-10 18:53

เหมือนกันเรยอ่าา า

เด๊กวิท-หัวจัยศิลป์
อยากเรียนเอามากๆเรยอะ
อยากที่จะเข้าสายศิลป์
แต่ก้อยังไม่ได้ถามพ่อกะแม่
ก้อเพราะค่านิยมเรียนหมอเนี่ยแหละ

เคยมีคนถามนะว่าอยากเรียนอะไร
เราก้อบอกว่าอยากต่อสายศิลป์
เค้าก้อบอกว่า
'อ้าว !! ทำไมไม่เรียนหมอล่ะ'
ก้อเราไม่ชอบนี่นา

เนื่องด้วยเป๊นที่อ่อนวิชาความจำ
อย่างชีวะไรเนี่ย
สอบทีไร มีแต่ตกกะตก - -"

อีกอย่งที่บ้านก้อค้าขายอยุ่แร้ว
พ่อก้ออยากหั้ยมาสานต่อธุรกิจช่ายมะ
แต่อยากเรียนศิลป์
เราเคยถามแบบอ้อมๆนะว่า
ถ้าเป๊นเรีนยสายศิลป์ จบออกมาทำอะไร
พ่อก้อบอกว่าก้อมาเป๊นนักเขียน นักออกแบบไรงี้
แร้วก้อถามตออีกว่า ถ้าเรียนบริหารธุรกิจ
ออกมาทำไร
พ่อก้อบอกว่าออกมาค้าขาย มีธุรกิจเป๊นของตวเอง
ไม่ต้องไปเป๊นลูกน้องเค้า

พ่อเรยชอบพุด <กรอกหู> บ่อยๆว่า
เนี่ยธุรกิจเราอย่างนู้นอย่างนี้
มีหั้ยพร้อม
จบออกมาก้อก้อแค่มาบริหารต่อ
ทุนก้อมีแร้ว
ออฟฟิตก้อมีแร้ว
เหลือแต่บริหารหั้ยมันดี



ยังไงก้อขอหั้ยไปหั้ยถึงที่หวังไว้นะคะ
^^

#127 By [L]awliet*CatZz (125.27.214.159) on 2008-01-11 15:00

ฮืมมมม เอนทรีนี้ คอมเม้นท์เยอะมากค่ะ
และแต่ละคอมเม้นท์ยาวๆ ทั้งนั้นด้วย
กำลังใจเยอะนะคะ ความคิดเห็นของเพื่อนๆ
พี่ๆ หลายคน ใช้เป็นส่วนประกอบ หรือต่อเติม
ความคิดของน้องฝ้ายละคะ

มั่นใจในสิ่งไหน ทำไปเลยค่ะ
ทุกอย่างที่เลือกแล้ว ย่อมดีที่สุดเสมอ big smile

#128 By moodee on 2008-01-13 14:42

ตอบยาวกันเชียวแต่ละทั่น
พี่คงไม่ต้องแนะนำไรแล้วละเด้อ
แค่พูดว่า ไล่ตามความฝันของตัวเราเองดีที่สุด
เกิดมาแล้วได้ทำสิ่งที่เราอยากทำอย่างเต็มที่สุดๆกับมัน
แม้มันจะไม่ดีในสายตาคนอื่นแต่ตัวเราเต็มที่สุดๆกับมัน
เท่านี้ก็คุ้มที่เราได้เกิดมาแล้วละdouble wink
เต็มที่กับชีวิตเลยนะจ๊ะconfused smile open-mounthed smile big smile

#129 By nonworld on 2008-01-17 10:55

คือแบบ มีคนเอาบล๊อกนี้ไปทิ้งในบอร์ดโรงเรียน
เลยตามมา เห็นว่าน่าสนใจดีค่ะ
มันก็เป็นอีกแง่มุมนะ เราก็เรียนสาสยวิทย์
ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นอะไรในอนาคต
ตอนแรกก็อยากเรียนสายศิลป์แต่กลับเลือกสายวิทย์เฉย
การเรียนตอนนี้มันก็ไปเรื่อยๆอ่ะ ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย
มาอ่านนี่แล้วทำให้แบบ ได้ลองมองตัวเองเลยอ่ะ
อ่าต้องรีบค้นหาตัวเองซะแล้ว
ปล.(เหมาะกับน้องๆม.3มากๆๆๆๆ เลยนะนี่ ที่จะต้องเลือกสายเรียนต่อ )
สู้ๆ ไฟท์ติ้ง

#130 By หนอนใบชา (203.113.51.103) on 2008-01-18 23:29

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนะครับ

หลายๆ คนบอกว่า ควรเรียนเพื่อทำอาชีพที่ตัวเองชอบ แต่ผมมีความคิดค่อนข้างต่าง

เพราะไม่ว่าสาขาไหนก็ตาม ต่อให้เป็นวิทย์ แพทย์ ศิลปะ สังคม ธุรกิจ ถ้าเรายึดถือวิชานั้นๆ เป็นอาชีพแล้ว มีโอกาสน้อยมากครับที่เราจะได้ทำอะไรตามใจ

เรียนวิทย์ก็ต้องทำวิจัยตามที่องค์กรสั่ง เรียนหมอก็ต้องทำงานตามกำหนดโรงพยาบาลและคนไข้ ทำธุรกิจก็ต้องทำตามตลาดและลูกค้า ทำงานอาร์ตเวิร์กก็ต้องทำตามใจเจ้าของงาน

สุดท้ายสิ่งที่เราชอบจริงๆ ก็มักจะไม่ได้ทำตามใจ เพราะยังไงก็ต้องทำงานให้สัมพันธ์กับคนอื่นอยู่ดี ถ้าจะได้ทำตามใจจริงๆ ส่วนมากก็ตอนแก่ๆ มีชื่อเสียง จนคนต้องมาง้อโน่นแหละครับ

เพราะฉะนั้น ตามความคิดผม การเลือกอาชีพนี่ เลือกที่เราถนัดและ "ไม่เกลียด" ดีกว่า

ถ้าเราถนัดและไม่มีปัญหาอะไรกับงาน ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาจะมีเองแหละครับ เพราะคนทุกคนย่อมมีไฟแรงกล้าอยู่ในใจ

ส่วนเรื่องที่เรารักจริงๆ ทำแล้วสบายใจ ทำแล้วเป็นการพักผ่อน อย่างเช่นที่คุณเจ้าของบล็อกสบายใจกับการวาดรูปเล่น แต่งนิยายตามใจตัวเอง ก็เอาไว้ทำเป็นงานอดิเรกดีกว่าครับ เพราะงานอดิเรกของเราไม่มีใครมาบังคับ ไม่ต้องแข่งขันกับใคร ไม่ต้องซีเรียสกับมัน

เพราะอะไรก็ตาม ถ้าเราซีเรียสกับมันเมื่อไหร่ เราก็หมดความสุขเมื่อนั้น ถ้ามีใจรัก การหมดความสุขก็จะมาในรูปการท้อแท้ "ทำไมไม่มีใครเข้าใจในงานเรา"

แต่ถ้าเราทำเล่นๆ ของเราเอง ก็ไม่ต้องง้อให้คนอื่นมาเข้าใจ อาจมีข้อยกเว้นกับคนพิเศษบ้าง แต่รายนั้นเราจิกหูให้เขาแกล้งซาบซึ้งกับทักษะการแต่งนิยายของเราได้
confused smile

ส่วนเรื่องอนาคต ความมั่นคง การตกงาน ไม่ต้องไปกลัวมันหรอกครับ ถ้ามั่นใจว่ามีความสามารถเหนือเฉลี่ยซักหน่อย งานอะไรก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ ให้ก้าวหน้าแค่ไหนก็ทำได้ การหางานมันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น คนที่ตกงานส่วนมากเป็นคนที่ไม่มีทักษะหรืออยู่ไปวันๆ อย่างไร้จุดหมายเท่านั้นแหละครับ

เล่าจากประสบการณ์และความเห็นส่วนตัวครับ

ขอให้ค้นพบตัวเองเจอเร็วๆ

big smile

#131 By PastelSalad on 2008-01-21 01:11

หน้านี้มีคนมาเม้นเยอะจริงๆ
เมื่อก่อนพี่ก็เป็นเหมือนน้องแหละ
เรียนวิทย์มาแต่พี่อย่างต่อนิติ
ตินแรกก็ไม่มีใครเห็นด้วย
ไม่มีใครสนับสนุนเลย
แต่พี่ดีหน่อยตรงที่พี่คิดแล้วว่าพี่จะเรียนนิติตั้งแต่ตอน ม.3 แล้วพี่ก็คอยบอกพ่อแม่พี่ตลอดบอกจนพี่เรียนถึงประมาณ ม.5 พวกท่านก็เริ่มเบื่อแล้ว
เลยบอกว่าอยากเรียนไรก็เรียนไป(ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก 555)
แต่พอถึงคราวที่พี่ต้องเลือกเรียนจริงๆมันก็อดเสียดายไม่ได้ว่าเราอุตสาหเรียนวิทย์มาตั้งนานำมั้ยเนี้ย(อารมณ์ประมาณรักพีเสียดายน้อง)
ในเมื่อเลือกไม่ได้ว่าจะไปทางไหนดี
เราก็เลือกมันทั้งสองอันเลย

ปัจจุบันพี่ก็เลยเรียนทั้งวิทย์ และ นิติ ไปพร้อมกันเลย
เรียนหนักมาก ไหนจาเรียน ทางสายวิทย์ แถมยังต้องท่องกฏหมายอีก
แต่ก็นะเลือกเองทำงัยได้

(เม้นช้าขนาดนี้ น้องจากลับมาอ่านมั้ยเนี้ย)
sad smile sad smile

#132 By otorid-ness on 2008-02-05 16:54

เออพี่ๆครับ ผมอยากจาถามว่า ผมเรียนสายอาชีพอะผมจาเรียนศิลปะได้ไหมอะครับ ช่วยบอกหน่อยงับ
เเอดมาคุยกานก็ได้นะครับ Emotion_SweeT@hotmail.com


embarrassed

#133 By .... (125.26.2.145) on 2008-03-16 15:29

ความสุขของเราคือการเรียนที่เราชอบ

เราก้อด้ายสายศิลป์

อันที่จิงด้ายอังกิด-ญี่ปุ่น

เราชบศิลป์ต้องสอบเปลี่ยนสายใหม่อยากลำบากมาก

แต่เพื่อความชอบทำได้

#134 By แนนจี้รักเขื่อน (210.203.179.182) on 2008-04-03 22:44

ดีดี...เหมือนนู๋เลยอะ...55+

ตอนนี้ก็อยากเรียนศิลป์นะ...แต่ก็มีคนบอกว่าน่า

จาเรียนวิทย์ดีกว่าเพราะถ้าเราเรียนวิทย์

เวลาสอบก็จาได้เปลียบคนอื่นเค้านะ55+

แต่นู๋ชอบศิลป์มาตั้งแต่เดกแล้วววววววววว

งะพ่อนู๋ก็นับหนุนมาตลอด.....


แต่ตอนนี้มะรู้จาเรียนต่อสายอารัยดีอะยาง งง

อยู่เลย555+confused smile sad smile sad smile

#135 By ฟรอนท์คร้า... (117.47.155.46) on 2008-04-07 13:35

ก็เหมือนกันแหละครัฟ
ตอนี้กะเรียนสายวิทย์อยู่
แต่จามาเบนสายไปเรียนศิลปะ
มันกะแปลกๆเหมือนกันไขว่เขว
กะชีวิตตเองไปหมด
มะรู้จะทำงัยแหระครัฟ
คงต้องดูไปก่อนเมื่อถึงเวลานั้นคงต้องเลือกจิงๆ
แต่ไม่เก่งวิทย์เลยพอเรียนผ่านๆๆได้แค่นั้นเอง

#136 By mix (203.172.244.146) on 2008-08-27 09:19