edit 12.05.08 : เปิดเทอมแล้วค่ะ คงไม่ได้แวะเข้ามาบ่อยๆแล้ว เพราะปีนี้ต้องเตรียมสอบadmissionค่ะ ^^ อาจจะหายหน้าหายตาไป ไม่ได้ไปเม้นกลับ ขอโทษไว้ตรงนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณคนที่ยังแวะเวียนมาหา เสาร์อาทิตย์ฝ้ายจะไปเยี่ยมบ้างนะคะ มีอะไรถามหรือพูดคุยยัง ems มาได้ค่ะ

ส่วนธีมใหม่ ทำไปได้ประมาณ 50% เท่านั้นเอง เหอๆๆ รอกันต่อไป.. - -

 

--------------------------------------------------------

ในที่สุดก็ได้กลับมาเขียน ทั้งๆที่ยังไม่เปลี่ยนธีม 55 อ๊ะๆ แต่เค้าปล.ทิ้งท้ายไว้เอนทีรีย์ก่อนแล้วนาว่าถ้ามีอะไรอยากเขียนมากๆจะแวะมาเขียนก่อนค่ะ

เรื่องที่จะเขียนก็จั่วไว้ที่ title แล้วล่ะ ใครจะว่าฝ้ายหลังดอยพึ่งหยิบเรื่องนี้มาอ่านก็ไม่สน!

ใครที่แวะร้านหนังสือบ่อยๆ..คงมีโอกาสได้เห็นหนังสือเล่มหนาๆสีเงินสวยที่เพิ่งออก(ในความคิดฝ้ายมันสวยใช้ได้เลยนา - -) ใครยังไม่เห็นก็มีรูปให้ดูค่ะ

ที่เห็นนี้คือเล่มที่ห้าของวรรณกรรมชุด เทลส์ ออฟ ดิ โอโตริ

Tales of the Otori เป็นวรรณกรรมที่มีฉากหลังเป็นญี่ปุ่นโบราณยุคศักดินา ยุคที่ยังมีการแก่งแย่งดินแดนและแบ่งแยกชนชั้นปกครอง ฝ้ายหยิบขึ้นมาพลิกๆแล้วก็สังเกตว่าคนเขียนหนังสือชุดนี้คือผู้หญิงฝรั่ง นามว่า ลิอัน เฮิร์น เธอเกิดในอังกฤษ ปัจจุบันอยู่ออสเตรเลีย มีความสนใจในวัฒนธรรมของญี่ปุ่น และเคยศึกษาภาษาญี่ปุ่นด้วย

ก็เพราะไอ้เล่มสีเงินสวยๆเนี่ยแหละ ทำให้ฝ้ายไปควานหาเล่ม 1 ของหนังสือชุดนี้มานั่งอ่าน หนังสือชุดนี้มี 4เล่ม ไปดูหน้าปกกันหน่อยนะ

 

นี่คือหน้าปกของเล่ม1และเล่ม2 มีชื่อไทยคือ เหยียบถิ่นพยัคฆ์ และ วิหคหลงรัง ตามลำดับ

ได้ยินชื่อแล้วก็ชวนนึกถึงนิยายจีนกำลังภายในยิ่งนัก - - เค้ามีชื่ออังกฤษเพราะๆว่า
Across the nightingale floor และ Grass for his pillow ตามลำดับค่ะ

 

จันทร์กระจ่างฟ้า และสิ้นเสียงปักษา คือเล่มที่ 3 และ 4 (ขี้เกียจพิมพ์ชื่ออังกฤษอ่ะ พอมองเห็นเนอะ 55)

เล่มแรก(ภาษาไทย)ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 46 โน่น สมัยนั้นฝ้ายยังบ้านิยายแจ่มใสอยู่น่ะ 55+ เลยไม่เคยเห็นเลย แต่ไม่รู้ทำไมนะ ไม่คุ้นหน้าปกเลยค่ะ ถึงได้พลาดหนังสือแนวโปรดไปแบบนี้

จากปกหลัง ได้ใจความว่า นิยายผจญภัยเชิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ถูกแปลไปแล้ว 22 ภาษา แถม universal ยังซื้อลิขสิทธิ์ไปทำหนังอีกแน่ะ (ซึ่งไม่มั่นใจเหมือนกันว่ามันจะออกมาแบบไหน ==)

มาดูเนื้อเรื่องคร่าวๆกัน จะเล่าแบบไม่สปอยล์นะคะ

เรื่องราวของเทลส์ ออฟ ดิ โอโตริ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ วันหนึ่ง โทมาสึ เด็กหนุ่มผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆในภูเขากลับมาพบว่าหมู่บ้านนั้นถูกวางเพลิงโดยพวกตระกูลโตฮันที่โหดเหี้ยม เขาสูญเสียครอบครัวและถูกไล่ล่าเอาชีวิตจนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปพบกับท่านโอโตริ ชิเกรุเข้า

ท่านโอโตริผู้นี้ได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้และรับเป็นบุตรบุญธรรม เขาจึงพรากจากชีวิตเดิมในป่าเขามาสู่ตำแหน่งของคุณชายน้อยแห่งตระกูลโอโตริ ตระกูลที่เคยพ่ายแพ้ต่ออิดะ ผู้นำแห่งตระกูลโตฮันในสงครามเมื่อครั้งอดีต

โทมาสึถูกเปลี่ยนชื่อเป็น โอโตริ ทาเคโอะ และเพิ่งค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์และทักษะของพวกนักลอบสังหารผ่านทางสายเลือดลึกลับที่ไหลเวียนอยู่ในตัว ชาติกำเนิดและด้านมืดของเขาที่เกี่ยวพันกับพวกนินจา

เส้นทางของเขาเริ่มหันเหเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแก้แค้น การทรยศหักหลัง การต่อสู้เพื่อเอาชนะระหว่างตระกูล การเอาชีวิตรอด รวมไปถึงความรักที่ไม่อาจสมหวัง เพราะคนที่เขารักคือคุณหญิงคาเอเดะ คู่หมั้นของท่านโอโตรินั่นเอง

 

ที่เล่ามาก็คล้ายๆกับที่เขียนไว้บนปกพับด้านหลังของเล่มหนึ่งนั่นแหละค่ะ มีแต่งเติมเองเล็กน้อย ^^"

เพิ่งอ่านไปได้สองเล่ม (เล่มสองกำลังจะอ่านจบ) ค่อนข้างประทับใจกับสำนวนการเขียน การบรรยายถึงสภาพบ้านเมือง ธรรมชาติ และความเป็นญี่ปุ่น ถือว่าดีนะ ถ้านับว่าคนเขียนเป็นฝรั่ง แต่ที่ทำให้อ่านเพลินสุดๆก็คือ ภาษาที่ใช้ตลอดทั้งเรื่องนั้นเบาและใส ฝ้ายว่ามันให้ความรู้สึกของน้ำที่ไหลในกระบอกไม้ไผ่แล้วทิ้งตัวลงมากระทบหินดังป็อก..ป็อกน่ะค่ะ

แต่ถึงภาษาจะเล่าแบบค่อนข้างเนิบนาบเหมือนน้ำ เนื้อเรื่องนั้นเข้มข้นใช้ได้เชียวแหละ

ต่อจากนี้อาจจะเขียนแบบหลุดสปอยล์เล็กๆน้อยๆ 55

              ทาเคโอะ พระเอกของเรื่องอายุแค่ 16 เท่านั้นเอง หมู่บ้านบ้านเกิดของทาเคโอะนั้นเหมือนบ้านนอก ผู้คนที่นั่นนับถือผู้สันโดษ(ไม่ได้บอกชัดเจนว่าเป็นศาสนาหรือลัทธิน่ะค่ะ เคยมีคนสงสัยว่าหมายถึงศาสนาคริสต์รึเปล่า อันนี้อยากรู้คงต้องลองอ่านดู) นับถือคำสอนที่ห้ามฆ่าฟัน และอยู่อย่างสันติ แต่ทาเคโอะเริ่มสังเกตถึงความสามารถในการได้ยินของตัวเองที่ชัดเจนเหมือนหมาแมว สมมติว่าให้พระเอกของเราไปนั่งในบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง เขาสามารถจะจดจำเสียงฝีเท้า เสียงพูดคุย แยกแยะได้อย่างแม่นยำ และสามารถบอกได้ด้วยว่าบ้านหลังนั้นมีคนทั้งหมดกี่คน ใครอยู่ตรงไหนบ้าง ทำอะไรอยู่ (โอว..สุดยอดเลยเนอะ) เมื่อมาอยู่กับตระกูลโอโตริ เขาสร้างภาพภายนอกที่เหมือนศิลปินหนุ่มผู้เป็นหนอนหนังสือ เงียบขรึมและอ่อนโยน หากแต่ภายในนั้นเก็บซ่อนความคิดที่จะแก้แค้นตระกูลอิดะเอาไว้

ตัวละครของเรื่องค่อนข้างมีเสน่ห์ ส่วนตัวแล้วฝ้ายรักท่านโอโตริที่ซู้ดดด >O< (คุณชายวัย28 ผู้สุขุมและใจดี หากแต่ลึกลับและมีความสามารถมากกว่าที่คิด)

อ่านไปอ่านมาบางครั้งก็หมั่นไส้ทาเคโอะ เนื่องด้วยนิสัยหุนหันพลันแล่นและดื้อดึง แต่บางครั้งก็เท่เพราะความกล้าแบบบ้าดีเดือดไม่กลัวตาย แต่พอมาอ่านเล่มสองแล้ว..ฝ้ายถูกใจคุณหญิงชิรากาวะ คาเอเดะที่เป็นนางเอกพอสมควร เพราะเมื่อผ่านเนื้อหาการล้างแค้นในเล่มหนึ่ง ในเล่มสองคาเอเดะต้องเหลือตัวคนเดียวแต่ยังคงต้องต่อสู้เพื่อเอาอำนาจอันชอบธรรมของเธอกลับคืนมา เธอเริ่มเรียนรู้ที่จะต้องใช้ความเด็ดขาด ความโหดเหี้ยม ประหนึ่งบุรุษเลยทีเดียว

พระเอกกับนางเอกในเรื่องนั้น แค่เห็นหน้ากันก็ตกหลุมรักกันเสียแล้ว แต่ก็เป็นรักแท้ที่จะไม่มีวันแปรเปลี่ยน อารมณ์แบบนั้นแล  

 

- เนื้อเรื่องในเล่มหนึ่งเป็นการเริ่มต้นที่สนุก เข้มข้น น่าติดตาม บอกเล่าเนื้อหาหลักคือการแก้แค้นตระกูลอิดะ

- เนื้อเรื่องในเล่มสอง เริ่มเจาะลึกตัวละครคือพระเอกกับนางเอกมากขึ้น เปิดเผยความคิดของทั้งคู่ พระเอกจำต้องไปอยู่กับพวกนินจาและเป็นช่วงปูพรมก่อนเปิดฉากการต่อสู้ในเล่มสาม บางคนอาจมองว่าเนื้อเรื่องไม่เข้มเท่าเล่มหนึ่ง ซึ่งก็จริงค่ะ  แต่ก็ไม่ได้แย่นะ

- เล่มสามคือฉากจบของไตรภาค ยังไม่ได้อ่าน ไม่สามารถบอกอะไรได้ - -

- เล่มสี่ คือเรื่องราวสิบหกปีต่อมา ได้ยินว่าเป็นเรื่องของรุ่นลูกพระเอกแล้วค่ะ

- ส่วนเล่มห้า คือเล่มปฐมบท เล่าเรื่องราวของท่านชิเกรุในวัยหนุ่มก่อนจะได้มาเจอกับทาเคโอะ (เล่มนี้แหละน่ากรี๊ดมากก)

 

บอกเนื้อเรื่องและข้อดีบางประการไปแล้ว มาถึงอะไรที่ฝ้ายไม่ค่อยจะพอใจหรือรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง

  • อนึ่ง ชื่อพืชพันธุ์ในเรื่องเป็นชื่ออังกฤษเสีย 90 % อ่านแล้วก็แปลกๆ เหอๆ เช่นใช้ชื่อมอร์นิ่งกลอรี่ แทนที่จะเป็นผักบุ้ง
  • การบอกเวลาในเรื่องนี้จะใช้ชั่วโมงของสัตว์แทน เช่น ชั่วโมงของงู ชั่วโมงของพยัคฆ์ ซึ่งฝ้ายอ่านแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันกี่โมง เพราะไม่มีเขียนอธิบายไว้ เห็นเค้าว่ามันจะไปอธิบายท้ายเล่ม 3 โน่นแน่ะ (แล้วทำไมในเล่ม 1 เล่ม 2 ไม่มีละค้า?)
  • อันนี้ไม่พอใจส่วนตัว ทำไมแค่พบหน้ากันก็รักกันปานจะกลืนได้ซะแล้ว!? (แต่คิดไปคิดมา ด้วยบทที่พระนางแทบไม่ได้คุยกันเลย นี่คือทางออกสุดท้ายที่จะทำให้ทั้งคู่รักกันได้อ่ะ ==)
  • ส่วนตัวอีกแล้ว ฝ้ายไม่ค่อยถูกใจนิสัยทาเคโอะเลยแฮะ ==" บางทีก็งี่เง่า แถมแอบนอกใจนางเอกอีก ยอมไม่ได้!
  • เรื่องความวาย Y..ที่จะว่าโจ่งแจ้งก็โจ่งแจ้ง จะว่าไม่มีอะไรก็นะ  แต่ถึงจะ(แอบ) Y ก็ยืนยันว่าผู้ชายอ่านได้ค่ะ อย่าคิดมากละกัน เหอๆ

แต่อ่านไปแล้ว รับรองว่าสาวๆต้องชอบท่านชิเกรุ ไม่มากก็น้อยแหละค่ะ  อิอิ

สรุปคือ ถ้ามีเวลาอ่าน(เพราะตัวหนังสือเป็นพรืด)และชอบเรื่องสไตล์ย้อนยุคแบบนี้ ขอแนะนำค่ะ

 

อันนี้นอกเรื่องนิดหน่อย แต่ยังอยู่ในเนื้อหานินจาของญี่ปุ่นอยู่ 55+ เมื่อคืนได้ดู shinobi แล้ว..ความรู้สึกบอกไม่ถูก ฉากสวย CG ค่อนข้างงาม แต่มันตงิดๆยังไงไม่รู้ เหอๆ ฝ้ายว่าจากต้นฉบับมันสามารถทำให้เข้มข้นกว่านี้ได้นา อันนี้เนื้อหามันเบาๆยังไงไม่ทราบ แต่ถ้าใครอยากดูฉากแอคชั่นแฟนตาซีสวยๆก็ดูได้แหละค่ะ

แต่ที่ถูกใจที่สุดคือเพลงประกอบหนัง!!! >O< เพราะอ้ะ!!

เลยถือโอกาสเอามาลง 55 ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกับเทลส์ ออฟ ดิ โอโตริ แต่อย่างใด (แต่อารมณ์และเนื้อหาเหมาะมากเลยนะ)

Saigo ni kimi ga hohoende
Massugu ni sashidashita mono wa
Tada amarini kirei sugite
Koraekirezu namida afureta

[ What you offered straight to me
With a smile for the last time
Was just so beautiful
That I gave way to tears ]

Ano hi kitto futari wa
Ai ni fureta

[ Surely, that day
The two of us touched love ]

Watashitachi wa sagashiatte
Tokini jibun o miushinatte
Yagate mitsukeatta no nara
Donna ketsumatsu ga matte ite mo

[ We sought for each other
Lost ourselves at times
And found each other at last
So whatever result may be waiting for us ]


Unmei to iu igai
Hoka ni wa nai

[ It's nothing but
Destiny ]

la la la la la la la la la la
la la la la la la la la la la

Kimi ga tabidatta ano sora ni
Yasashiku watashi o terasu hoshi ga hikatte

[ In the sky you set out for
Stars are shining tenderly upon me ]

Soba ni ite aisuru hito
Toki o koete katachi o kaete
Futari mada minu mirai ga koko ni
Nee konnanimo nokotteru kara

[ Stay by my side, my love
Crossing over time and changing your shape
You see? The future we haven't yet seen
Remains here like this ]

Soba ni ite aisuru hito
Toki o koete katachi o kaete
Futari mada minu mirai ga koko ni
Nokotteru kara

[ Stay by my side, my love
Crossing over time and changing your shape
The future we haven't yet seen
Remains here ]

Shinjite aisuru hito
Watashi no naka de kimi wa ikiru
Dakara kore kara saki mo zutto
Sayonara nante iwanai

[ Trust me, my love
You live within me
So I'll never
Say good-bye to you ]


Ano hi kitto futari wa
Ai ni fureta

[Surely, that day
The two of us touched love ]

 

ทิ้งท้ายค่ะ หนังของ ดิ โอโตรินี้ รู้สึกจะยังอยู่ในช่วงเขียนบท(ดูจากวิกินะ) ถ้าเข้าไทยเมื่อไหร่รับรองไปดูแน่แหละ แต่หวั่นๆเหมือนกัน ว่าหนังญี่ปุ่นฝีมือฝรั่งมันจะเป็นเช่นใด

ปล. ธีมยังไม่เสร็จ ห้ามเร่งนะ 55+
ปล2. ยังไม่ได้อ่านเล่ม3 เล่ม4 และเล่ม5 เพราะฉะนั้น ห้ามสปอยล์นะค้า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

น่าอ่านจัง เดี่ยววันหลังต้องไปหาอ่านมั่งแล้ว
โอ้... หนังสือน่าอ่านมาก เข้าแนวพี่ทีเดียวเลย

ชื่อแต่ละภาคมันเหมือนนิยายจีนมาก เพราะดี เนื้อเรื่องก็ดูน่าสนใจในแบบญี่ปุ่นจนไม่น่าเชื่อว่าคนแต่งเป็นฝรั่ง

รับประกันว่าไปหามาอ่านแน่นอน ถ้าไม่ลืมcry

ส่วนเรื่องหนัง Shinobi นี่ใช่ คาตากิริ โจ เล่นเป็นพระเอกป่ะ ที่พระเอกกับนางเอกเป็นหัวหน้านินจาโคงะกับอิงะที่ได้รับคำสั่งจากโชกุนให้ห้ำหั่นกันเองเพื่อคัดเลือกอะไรสักอย่าง ถ้าใช่ มันเป็นการ์ตูนก่อนจะเป็นหนัง ชื่อว่า Basilisk ชื่อไทย เนตรสยบมาร ของสำนักพืมพ์เนชั่นdouble wink

ป.ล.เปิดมาปุ๊ป ได้ยินเสียงอายูมิ ฮามาซากิเลยวุ้ย
ป.ล.2 ดูมาริโอที่ส่งไปให้ยางงง

#2 By Toh on 2008-05-06 18:43

เพลงนี้ฝ้ายเล็กชอบร้องตอนไปเกะทุกครั้งเลยล่ะ
ทำนองฟังแล้วอินมากอ่ะ เสียงก็เพราะbig smile

หนังสือน่าอ่านมากจ้ะ แต่ช่วงนี้ไม่มีเวลาได้อ่านหนังสือในบ้านเลยอ่ะ sad smile

#3 By MaiKo ChiRarA on 2008-05-06 20:45

เพลงนี้ฝ้ายเล็กชอบร้องตอนไปเกะทุกครั้งเลยล่ะ
ทำนองฟังแล้วอินมากอ่ะ เสียงก็เพราะbig smile

หนังสือน่าอ่านมากจ้ะ แต่ช่วงนี้ไม่มีเวลาได้อ่านหนังสือในบ้านเลยอ่ะ sad smile

#4 By MaiKo ChiRarA on 2008-05-06 20:45

เรื่องชั่วโมงคิดว่าน่าจะนับแบบจีนที่แบ่ง 1 วันเป็น 12 ช่วงตามนักษัตรนะsad smile
(ดีมอร์นิงกลอรีไม่เขียนทับศัพท์ญี่ปุ่นเป็น"อาซางาโอะ" - -")

#5 By TeChNiKoS[9.9796] on 2008-05-07 15:12

ดีจังๆ มาแนะนำหนังสือดีให้อ่านกันเนอะ มีโอกาสพี่จะไปหาอ่านเนอะครับน้องฝ้าย

ตอนนี้พี่ก็อ่านอะไรไปเรื่อยเปื่อยครับ แต่ที่กำลังชอบก็เรื่อง "แสงแรกของจักรวาลน่ะครับ" เรื่องสั้นภาษาสวยครับ อิอิ big smile
ออนไลน์ในเอ็กซ์ทีนอยู่สิครับน้องฝ้าย พี่ว่าถ้ามีโชว์ว่าใครออนอยู่แบบไฮ5 คงสนุกพิลึกเนอะครับ (คิดไปได้พี่)open-mounthed smile

ครับ แสงแรกของจักรวาล น่าอ่านใช่ม้า question ของคุณ-นิวัต พุทธประสาทครับ ลองหาดูได้ครับ

ว้าวเอนทรี่นี่แนะนำหนังสือแหะ

ไม่เคยเห็นเลยอ่ะเรื่องนี้

ต้องตามหาสะแระ

ปล.ฝันดีคะbig smile
หนังสือแนวนี้ไม่เข้าทางผมเลยอ่ะ
เพราะฉะนั้นตามมาอ่านในบล็อคนี้ดีที่สุด
ปล. อ่านจบชุดแล้วมาเล่าต่อนะ big smile

#9 By สมจุ้ย on 2008-05-10 23:07

เอ็นทรี่ย์นี้ยาวทีเดียว...

พูดถึงฝรั่งที่เขียนนิยายเกี่ยวกับเอเชีย ผมนึกไปถึงเรื่องนวนิยายเรื่อง "รุกสยามในนามของพระเจ้า" เป็นเรื่องราวชิงไหวชิงพริบระหว่างฝรั่งเศสกับราชสำนักไทยสมัยอยุธยาตอนปลาย เขียนโดยชาวฝรั่งเศส ซึ่งยอมรับว่าเขาศึกษาเรื่องของไทยมาดีมากเลย

ดูท่าแล้ว เรื่อง Tales of the Otori ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เอาไว้ว่างๆ จะลองหามานั่งอ่านเล่นๆ บ้าง (ส่วนเรื่องความวายนี่...อาจจะต้องทำใจหน่อยละมั้ง งานนี้)cry

#10 By รัตนาดิศร on 2008-05-11 20:30

อ่านถึงตรงทับศัพท์ชื่อพืชเป็นภาษาอังกฤษก็รู้สึกแปลกๆ
ลองหมุนวนขึ้นไปดูอีกรอบ อ่อ คนเขียนไม่ใช่คนญี่ปุ่นนี่หว่า sad smile

แต่หนังสือแนวๆ นี้พี่ไม่ค่อยสันทัดแฮะ

ปล.เฮ้ยย พี่อ๊อฟเล่นสวัสดีห้าด้วย wink
ปล.เพลงฟังไม่ได้จ๊ะฝ้าย

#11 By ปิงกรู on 2008-05-12 15:27

เราอ่านถึงเล่ม 4 เอง

ตอนนแรกที่อ่านมันบอกว่า ไตรภาค

สามเล่มเอง

เราก็เลยซื้อมาอ่าน

ผ่านไปเกือบ ปี แล้วมันก็มีเล่มที่ 4 ออกมา

แล้วตอนนี้อะไร

เล่ม 5 งั้นเหรอ

เงินฉันต้องหายปอีกแล้วใช่มั้ยเนี้ย

(เพราะงัยก็ต้องซื้อ)

เพราะเราชอบมากเลยเรื่องนี้ สนุกดี

#12 By otorid-ness on 2008-05-14 14:45

เรื่องนี้เราก้อชอบมากเหมือนกัน
แต่ว่าเพิ่งจะอ่านได้แค่สองเล่มเอง
ต้องตามซื้อซะแล้ว

#13 By WaN on 2008-05-18 19:49

น่าอ่านนะ

ฝ้าย สู้ๆนะ อนาคตยังอีกไกลbig smile

#14 By lamoon on 2008-05-19 17:16

ตอนนีงบน้อยอ่ะ
ไว้ยืมอ่านได้ป่าว (ล้อเล่นเน้อ)

#15 By WaN on 2008-05-22 20:45

กำลังอ่านเล่มปฐมภาค มันคงเป็นลิขิตแห่งสวรรค์จริงๆ ที่ได้เจอะเจอ (หนังสือ) กันอีก
รักและชอบหนังสือชุดนี้มากค่ะ
หลงรักท่านชิเกรุ

#16 By neenoni (58.147.16.211) on 2008-06-03 11:21