ฝันดีของคนนอนไม่หลับ
posted on 05 May 2009 13:54 by windella in about-meเบื่อธีมใหม่นี้ซะแล้วล่ะค่ะ ก่อนเปิดเทอม(คาดว่าจะ)หาเวลาว่างทำธีมใหม่อีกสักครั้ง ต้อนรับชีวิตนิสิตนักศึกษาไปในตัว (ผลแอดเลื่อนมาออกพรุ่งนี้แล้วว) ธีมนี้เหมือนทำไปเพียงเพื่อชุบชีวิตให้บล็อกยังมีความเคลื่อนไหวและปลุกนิ้วมือขึ้นมาขยับเขียนบล็อกกันต่อ เลยออกมาขาดๆเกินๆอย่างที่เห็นนี้
ช่วงนี้อ่าน "นายเท้าซ้าย เด็กชายเท้าขวา" แล้วคันไม้คันมืออยากกลับมาเขียนเรื่องแนวแบบที่เคยเขียน แต่ก็โดนอิทธิพลของพี่ก้องมาเยอะพอประมาณ ฉันอ่านไปแล้วรู้สึกได้ว่า ตัวหนังสือมันสามารถหยอกล้อกับคนอ่านได้จริงๆนะ
อ่อ ระยะนี้ เดินเข้าร้านหนังสือแล้วตาเป็นประกายทุกครั้ง ดีใจเล็กๆที่เกิดมาในยุคที่หนังสือมีหน้าปกสวยงามล่อเงินในกระเป๋าตังค์ทุกครั้งไป และก็ดีใจที่โตพอจะอ่านเรื่องราวหลายๆแบบได้ เข้าใจมันได้ ซึมซับมันได้ หนังสือบางเล่ม อายุอานามของคนอ่านก็เป็นองค์ประกอบสำคัญนะคะ ..พูดไปอาจจะไม่ถูกนัก ควรจะเรียกว่า ประสบการณ์ของคนอ่านเป็นเครื่องปรุงในการอ่านหนังสือมากกว่า
ถ้าเข้าใจสิ่งที่คนเขียนต้องการบอก หนังสือเล่มนั้นจะอร่อยขึ้น
แต่ทว่า..แม้หนังสือเล่มนั้นจะสนุกแค่ไหน มีหนังสือจานอร่อยอีกมากมายแค่ไหน กองหนังสือพะเนินเทินทึกในห้องนอนไม่ได้ช่วยให้ฉันนอนหลับเลย
ในวัยไม่ถึงยี่สิบ..ฉันผจญกับปัญหานอนไม่หลับเสียแล้ว
ความจริงแล้ว จุดเริ่มต้นเล็กๆมาจากการที่ฉันโดนลากเข้าไปในห้องมืดๆใหญ่ๆในวันนั้นโดยไม่เต็มใจ ไม่เตรียมใจสำหรับการดู"หนังผี"อย่างเป็นทางการครั้งแรกในชีวิต
120บาทได้ดูหนังชัตเตอร์แค่ครึ่งเรื่อง แต่แถมความกลัวอีกมากมายในยามค่ำคืนที่มารบกวนใจจนนอนไม่หลับ
ตอนนั้นฉันอายุ14 ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนขี้กลัวขนาดนั้น แค่นอนคนเดียวเหมือนคืนที่ผ่านๆมา คงไม่มีอะไร
แต่ภาพจากจอที่ได้รับชมกลับติดแน่นอยู่ในตา หลับตาทีไร ภาพนั้นก็ฉายแวบขึ้นมา แม้จะกล่อมตัวเองว่ามันคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงของผู้ชม แต่ฉันก็ยังกลัว กลัวเอามากๆ กลัวก็กลัว ง่วงก็ง่วง
ฉันอธิษฐานให้ความง่วงกลืนฉันหายวับไปกับนิทรารมย์ จนกระทั่งเข็มสั้นชี้ที่เลขสาม ฉันจึงหลับไป..ทั้งๆที่ยังกลัวอยู่
ฉันเคยอ่านเรื่องขึ้นชื่ออย่าง เดอะริง แต่ดูท่าทาง ถ้าสื่อที่ฉันได้รับไม่ใช่"ภาพ" ฉันก็จะไม่เกิดอาการกลัวใดๆเท่าไหร่
คืนที่สองหลังจากไปดูหนังเรื่องนั้น ฉันจึงอพยพตนเองไปนอนห้องเดียวกับพ่อแม่ และปฏิญาณตนว่า จะไม่เดินเข้าโรงหนังที่ฉายหนังผีอีกเป็นอันขาด (แม้ตอนหลังจะหลวมตัวเข้าไปดู โปรแกรมหน้าฯ อีกครั้งก็ตาม)
มันได้ผลดี..ฉันผ่อนคลายลงมาก และนอนหลับไปอย่างสบายใจ
จนกระทั่งบัดนี้ พ่อกับแม่ก็ยังแซวกับคนนั้นคนนี้ว่า เนี่ย มันดูหนังไปเรื่องเดียว ย้ายมานอนด้วยเป็นปี
ฉันนอนห้องเดียวกับพ่อแม่อยู่สี่ปี จนอายุ18ที่แม่ตัดสินใจว่า ควรจะได้ห้องเดี่ยวของตัวเองไปอยู่เสียที
ความกลัวจากหนังเรื่องนั้นก็หายไปแล้ว ฉันจึงเห็นด้วยกับการตัดสินใจของแม่ จัดแจงต้อนรับห้องใหม่ของตัวเอง และเริ่มต้นชีวิตการนอนคนเดียวอีกครั้ง และมันก็ราบรื่น
จนกระทั่งเมื่อหนึ่งเดือนก่อน อาการนอนไม่หลับมาเยี่ยมเยือนฉัน ไม่ทราบด้วยสาเหตุอะไร แม้ตาของฉันจะปิด แต่สติสัมปชัญญะยังครบถ้วน ตี1ก็แล้ว ตี2ก็แล้ว .. ห้องมืดๆของตัวเองที่นอนมานานนมดูน่ากลัวขึ้นทันใด ฉันมองไปในความมืด เสียงกรอบแกรบบางอย่างดังขึ้นเบาๆ ฉันสะดุ้ง
นี่ฉันเกิดอาการหลอนขึ้นมาเองใช่มั้ยเนี่ย..
ที่เลวร้ายก็คือ แม้จะผ่านมาหลายปี แต่ความกลัวแบบเดียวกับคราวนั้นกลับมาเล่นงานฉันอีกครั้งจนได้ เมื่อนอนไม่หลับ ก็เกิดอาการเครียดขึ้นมา ยิ่งความกลัวเข้าโจมตี สภาพของฉันก็ยิ่งเลวร้าย
จนกระทั่งตี3 ฉันง่วงจนหลับไปเองในที่สุด
อาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นกับฉันติดต่อกันหลายคืนอยู่ (ไปเปิดหนังสือตามร้านแล้วก็พบว่า มันคืออาการนอนไม่หลับชนิดชั่วคราว) แล้วฉันก็ค้นพบว่าพอถึงเวลาสักตี3ก็จะเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ที่ฉันจะหลับลงเสียที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเลยตี4ไปแล้ว ฉันจะรู้สึกว่า เฮ่อ เช้าแล้วนี่นา .. แล้วก็จะสบายใจ ผ่อนคลายจนหลับไปโดยเร็ว
ทั้งๆที่ท้องฟ้าก็ยังมืดสนิทเหมือนเดิมนี่แหละ แต่เวลาตี2กับตี4สำหรับฉันช่างต่างกันเหลือเกิน
ถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันจึงได้รู้ว่า อาการนอนไม่หลับส่วนหนึ่งมาจากจิตใจของฉันเอง จิตใจที่คิดฟุ้งซ่านจนหวาดผวาในความมืด ชวนให้นึกถึงโฆษณาของวันทูคอลเมื่อก่อนไม่ได้ ที่มีประโยคว่า "ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง เอาชนะมันให้ได้"
ฉันเป็นคนที่ไม่สามารถนอนหลับได้ท่ามกลางแสงไฟ การเปิดไฟนอน อาจช่วยให้ความกลัวลดลงบ้าง แต่ก็ไม่สามารถหลับได้เช่นเดิม การเปิดวิทยุก็เช่นกัน ฉันทดลองปิดไฟแล้วเปิดวิทยุช่วยเบาๆ เสียงของดีเจช่วยให้รู้สึกว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียว แต่ทว่า ตอนที่ฉันกำลังเคลิ้ม เสียงเพลงของวงบิ๊กแอสก็ปลุกให้ลืมตาตื่นอีกครั้ง
แต่มีเสียงๆหนึ่ง ที่ชอบทักทายฉันในเวลาที่ท้องฟ้ายังมืด เสียงนกร้องนั่นเอง
คงเป็นโชคดีที่บ้านของฉันมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ใหญ่ จึงมีนกมาทำรังให้เห็นเสมอ การเฝ้าสังเกตแม่นกกกไข่ในรังน้อยๆนั่นเป็นภาพที่น่ารักและเห็นไม่บ่อย บางครั้งฉันแอบเดินเข้าไปใกล้เพื่อจะได้เห็นลูกน้อยตัวแดงๆในรัง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จสักครั้ง ฉันโดนแม่นกพุ่งถลามาโฉบเฉียดหัวโดยเร็ว ราวกับเครื่องบินเอฟสิบหก ศัตรูตัวโตอย่างฉันจึงมีอันต้องยอมจำนนล่าถอยไป
เสียงนกร้องยามเช้ามืดเป็นเสียงที่อ่อนโยน เหมือนเพลงกล่อมเด็ก เป็นเสียงที่บรรเทาอาการหวาดกลัวของฉัน ฉันรู้สึกผ่อนคลายยามได้ยินบทเพลงเหล่านั้น
4-5วันผ่านไป อาการนอนไม่หลับจางหายไป ด้วยการปรับเปลี่ยนเวลานอนให้เข้าที่ ฉันฝืนตัวเองให้ตื่นเช้าขึ้น นอนเร็วขึ้น สักแปดโมงครึ่งเป็นเวลาที่ฉันตั้งปลุกตัวเอง แสงแดดยามเช้าช่วยให้รู้สึกสดชื่น ผิดกับแดดยามสายๆที่เริ่มร้อนและแสบตา ซึ่งฉันไม่ชอบอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
คืนของวันที่28เมษาที่ผ่านมา เป็นช่วงที่มีพายุเข้ากรุงเทพฯ ฉันสะดุ้งตื่นตอนประมาณตีหนึ่งกว่า เสียงลมกรรโชกพัดโหมกระหน่ำอยู่ภายนอกดังเสียจนฉันหลับไม่ลง ฉันสั่งตัวเองให้เคลิ้มหลับต่อไป แสงแปลบปลาบของฟ้าแลบฟ้าผ่าทะลุผ่านผ้าม่านฉายชัดบนกำแพงห้อง เริงระบำเหมือนปีศาจ เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่ารุนแรงมาก บางครั้งจึงสะดุ้งตกใจอยู่เป็นระยะๆ จนกระทั่ง..
เปรี้ยง!!!!!!!!!!
เสียงสายฟ้ากระแทกตัวลงสู้พื้นดินดังจนหูฉันอื้อไปในชั่ววินาที ฉันงอตัวกอดตัวเองห่อเป็นลูกบอลในผ้าห่มในแทบจะทันที รู้สึกจุกอยู่ในอก จะกรี๊ดก้กรี๊ดไม่ออก ฉันไม่เคยได้ยินเสียงฟ้าพิโรธดังกัมปนาทขนาดนี้มาก่อน มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
เป็นชั่ววินาทีจริงๆที่สายฟ้าวิ่งลงมาจากฟ้าสีแดงและผ่าเฉียดห้องนอนของฉันไป ฉันคิดอย่างนั้น มันต้องใกล้มากแน่ๆ เสียงเปรี๊ยะๆๆสอดแทรกอยู่ในเสียงคำรามกระหึ่มกระชากหัวใจ.. หัวใจยังเต้นตุบๆดังก้อง ฉันเริ่มรู้สึกกลัวธรรมชาติจริงๆจังๆ พลังทำลายล้างที่มีมากมายยังคงฟาดลงมาบนพื้นโลกไม่หยุด ฉันได้แต่นอนคลุมโปงเอาผ้าห่มปิดหู ระแวงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงครืนๆของฟ้า กลัวว่ามันจะผ่าลงมาอีก
ห้องนอนเริ่มร้อนขึ้น ฉันเริ่มสังเกต มองไปที่แอร์บนผนัง ไฟสีเขียวเล็กๆดับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ฉันทดลองเปิดปิด แล้วจึงสรุปว่า มันคงดับไปเพราะฟ้าผ่าเมื่อกี้ ฉันปิดสวิตช์ ปิดไฟ ย้ายสำนักไปที่ห้องพ่อกับแม่
"คิดอยู่ว่าเธอจะนอนได้มั้ย ฟ้าแรงมากเลย ใครจะไปหลับลง" พ่อว่า
แม่ขยับตัวไปมาในผาห่ม คงงัวเงีย ไม่ได้เอ่ยอะไร
"มานอนนี่แหละ ดีกว่า"
ปีศาจเริงระบำหมดฤทธิ์ในห้องๆนี้ ผ้าม่านหนานุ่มทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันได้อย่างดี
ในที่สุด ค่ำคืนนั้นก็ผ่านพ้นไป..
การนอนคนเดียวท่ามกลางความมืดคงเป็นอีกสิ่งที่ฉันไม่ชอบเอาเสียเลย
การตกอยู่ในความมืด อาจจะคล้ายกับการเผชิญปัญหาที่แก้ไม่ตก ตรงกับคำที่ว่า มืดแปดด้าน
เวลาเราตกอยู่ในความทุกข์ การมีใครสักคนอยู่เคียงข้าง คงทำให้จิตใจที่หวาดกลัวค่อยสงบลง
..เช่นเดียวกับการนอนหลับ
แม้ในคืนดึกคืนนั้นจะมืดมิดสักแค่ไหน เงามืดจะพยายามเข้ามากล้ำกรายให้กลัวสักเพียงใด
ขอแค่มีใครสักคน ความอุ่นจากกาย..คงเป็นเสมือนผ้าห่มอุ่น
เสียงหายใจเชื่องช้า..คงเป็นเสมือนเพลงกล่อมให้ฉันได้หลับฝันดี
ทุกวันนี้ ฉันยังฝันถึงใครสักคนคนนั้น
แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ก็ตาม
ปล. วันนั้น ฟ้าผ่าลงข้างบ้านฝ้าย ชัดลงไปอีกคือข้างห้องฝ้ายค่ะ ห่างจากศีรษะไปไม่ถึงหนึ่งเมตร ถ้าไม่มีกำแพงห้องกั้น จั่วหลังคาบ้านฝ้ายหักแตกกระเด็นเป็นสามท่อนไปตกตามที่ต่างๆ 555 นึกแล้วยังกลัวอยู่เลย บรึ๋ย...


บางทีตื่นเช้าออกจากบานกลับมาเหนื่อยๆ ยังไม่อยากจะนอนเลย-*-
ไม่รู้เพราะอะไร?? หรือมีเรื่องให้คิดจนนอนไม่หลับก็ไม่รู้สิ
ฟิคอ่านสนุกมากเลยจ้า
#1 By MaiKo ChiRarA on 2009-05-06 16:01