บันทึกมัธยมปลาย ๑ : คุณครูเจ้าระเบียบ
posted on 11 Jul 2009 16:33 by windella in about-meจริงๆมีความตั้งใจไว้นานแล้วว่า อยากจะเขียนอะไรเกี่ยวกับชีวิตมัธยมปลายของตัวเอง
หนึ่งคือ เกิดอาการคิดถึงโรงเรียนและชีวิตสมัยม.ปลายขึ้นมา ม.ปลายที่เขาว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด เต็มที่ที่สุด สำหรับตัวฉันเอง ฉันไม่ใช่เด็กกิจกรรมจัดหรือเนิร์ดจัด เป็นเด็กธรรมดาๆไม่มีอะไรเด่นนี่แหละ แต่ถ้าพูดถึงชีวิตการเรียนในตอนนั้น ความทรงจำที่คิดขึ้นมาแล้วอมยิ้มก็มีกับเขาเหมือนกัน
สอง ฉันหวังไว้ว่า เมื่อฉันกลับมาอ่านถึงสิ่งที่เขียนไว้แล้วนี้ในวันใดวันหนึ่ง คงจะเป็นบันทึกที่ทำให้นึกหวนถึงวันเวลาดีๆที่เคยผ่านมาได้ เป็นบันทึกที่จะเก็บเรื่องราวเอาไว้ได้ ไม่ให้มันหายไปเพราะความหลงลืมหรือเพราะกาลเวลา
ฉันคิดไว้ว่าจะเขียนเป็นบันทึกสั้นๆ ในหัวข้อที่แตกต่างกัน ตามเท่าที่ฉันจะนึกออกและอยากจะเขียน ไม่รู้จะเขียนได้สักเท่าไหร่..แต่ฉันก็อยากลองดู
วันนี้ ขอฉันเขียนถึงคุณครูละกัน
----------------------------------------------------------------------------
ตอนนี้ขึ้นมาเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยชั้นปีที่หนึ่งแล้ว
เท่าที่สังเกตได้ สิ่งที่แตกต่างกันมากกับชีวิตมัธยมก็คือ"กรอบ"หรือ"กฎ"ที่บางลง เราเริ่มใช้คำว่า "อิสระ"มาบรรยายชีวิตการเรียนได้
อิสระยังไงน่ะเหรอ? ก็อย่างเช่น การแต่งกาย(ยกเว้นคณะฝ้ายตอนปี1นะ ฮ่ะๆ
) เครื่องแบบ ทรงผม
หรือการที่จะโดดเรียนเยอะแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า (ถ้าไม่ห่วงสวัสดิภาพเกรดตัวเอง)
สมัยม.ปลายก็เคยโดดเรียนเหมือนกั๊นน! (เตรียมฯนี่ก็ช่างมีทางออกมากมายให้เด็กคอยชะแว้บไปซะเหลือเกิน)
ตื่นเต้นดี เป็นรสชาติของชีวิต ฮ่าๆ(แต่ไม่สนับสนุนให้โดดนะจ๊ะ) แต่ตอนโดดเรียนเนี่ย ต้องคอยระแวงหน้าระวังหลัง มองหาอาจารย์ที่คอยเดินป้วนเปี้ยนไปมาหรือต้องหลบสายตาเรดาห์ของอาจารย์ (ที่เก่งเหลือเกินในการจับพิรุธนักเรียน)
ช่วงม.หกจะเป็นช่วงที่โดดเยอะ ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเพื่อนนัดกันหยุด สมมติวันไหนมีวิชาชิวๆเป็นส่วนใหญ่ก็จะตัดใจโดดกัน ตัดใจขาดเรียนเคมีหนึ่งคาบจากทั้งวัน เป็นต้น หรือไม่ก็มาแค่คาบเคมีแล้วหนีกลับ (ฮา)
ไอฝ้ายก็ตามกระแส เพราะจะให้มานั่งเรียนคนเดียวในห้องก็ไม่ถูกจริตเท่าไหร่ (ทั้งที่ถึงจะมีเด็กคนเดียวอาจารย์ก็ยังสอนอยู่ดี) แถมส่วนใหญ่โดดออกไปก้ไม่ได้กลับบ้าน เพราะแม่จะว่าเอา จึงไปเตร็ดเตร่อยู่ตามเซ็นทรัลเวิลด์ที่ห่างจากรร.พอสมควรแทน (นี่เป็นหนึ่งเหตุผลที่บางครั้งโดดเรียนไปอ่านหนังสือก็ไม่ได้อะไรเท่าไหร่)
เหตุการณ์ที่จะโดดแล้วโดดไม่ได้ก็มี ตอนม.หกเนี่ยแหละ ตัดสินใจจะไปแล้ว ออกไปกับเพื่อนสองคน มองทางโล่งโจ้ง ห้องพักครูก็ผ่านตลอด! เราก็เริ่มเร่งฝีเท้ากันค่ะ แต่ทันใดนั้นเอง อ.ประจำชั้นก็เดินออกมาจากห้องที่สอนเหมือนนัดคิวไว้ ก็เลยป๊ะกัน ณ จังงัง
"จะไปไหนเหรอ" อาจารย์พูดคุยด้วยท่าทีสบายๆแถมด้วยรอยยิ้ม -_-
"อ่า..ไปหาของกินค่ะอาจารย์ ยังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลย แหะๆ
" (เป็นคนที่โกหกได้แย่มาก หลุดออกไปแบบนี้ก็..เสร็จ)
ช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้สอบแอดมิชชั่นมากแล้ว ตึกที่ฝ้ายอยู่คนส่วนใหญ่จะเป็นม.หกหมดเลย (ตึกสามนั่นเอง) แล้วเป็นไง? ตึกก็ร้างน่ะสิคะ
ห้องก็ร้าง เหอๆ
พอพูดไปแบบนั้น นึกว่าอ.จะไล่กลับห้อง (เพราะอยู่ในคาบเรียน) อาจารย์ก็ยิ้มแล้วบอกว่า
"มานี่เลยๆ เดี๋ยวครูเซ็นใบให้ แล้วเอาไปกินที่โรงอาหารนะ"
แล้วอาจารย์ก็เดินออกมาพร้อมใบที่มีลายเซ็นพร้อมรอยยิ้ม เราก็ยิ้มแหะๆ แล้วก็จำใจเดินย้อนกลับไปทางโรงอาหาร ไปต่อไม่ได้เพราะอ.ยืนปิดทางที่จะออกนอกรร.เรียบร้อยแล้ว..พร้อมรอยยิ้มแสนจะใจดี
(ตอนหลังก็โดนเพื่อนด่าว่า แกจะบอกแบบนั้นทำไมเนี่ยยย
)
จริงๆแล้วคงเป็นวิธีของอาจารย์ด้วยที่จะกันไม่ให้หนีโรงเรียน ฮ่าๆ
จริงๆอาจารย์ตอนม.หกไม่ดุเลยนะ ใจดีอีกต่างหาก ตอนม.สี่เนี่ยสิที่อ.ประจำชั้น ค่อนข้างจะเจ้าระเบียบ เป็นอาจารย์ผู้หญิงสอนเคมี (ไม่รู้ทำไมเหมือนกันว่าอาจารย์เคมีจะมีบุคลิกและนิสัยคล้ายๆกัน คือค่อนข้างเจ้าระเบียบและดูดุ คงเป็นเพราะตัววิชาที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบมากละมั้ง อันนี้เดาเอง ^^")
ตอนเข้ามาใหม่ๆ ผมฝ้ายยังสั้น เพราะม.ต้นไม่ได้ไว้ผมยาว แต่ผมมันไม่ได้สั้นแบบถูกระเบียบติดติ่งหูเป๊ะ เพราะตอนม.สามที่บดินทรฯเค้าหยวนให้ไว้ยาวลงมาหน่อยได้ ทีนี้ตอนปิดเทอมจนเปิดเทอม ฝ้ายก็ไม่ได้ตัดผม ปล่อยให้มันยาวเพราะตั้งใจจะไว้อยู่แล้ว เปิดเรียนได้ไม่นาน ผมก็เริ่มประบ่า
ตอนเข้าแถวเคารพธงชาติหน้าห้อง(ที่เตรียมฯจะต้องเข้าแถวหน้าห้อง ไม่ได้เข้ารวมกันทั้งโรงเรียน) อาจารย์ก็เดินตรวจดูความเรียบร้อยของเครื่องแบบรวมไปถึง ทรงผม ที่นักเรียนหญิงจะมีปัญหามาก (เรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว) จริงๆม.ปลายก็ค่อนข้างจะฟรีกว่าม.ต้นเยอะนะ ในความเห็นฝ้าย ตอนม.ต้นนี่เฮี้ยบมากกกก
อาจารย์เดินมาหยุดหน้าฝ้าย
ใช้สายตาคมกริบมองผ่านแว่นตาใสๆ.. (ตอนนั้นกลัวอาจารย์พอสมควร แอบกลืนน้ำลาย ฮ่าๆ)
พอมองสักครู่ อาจารย์ก็ยกมือขึ้นมา.. แล้วก็จับปลายผมฝ้ายหมับ ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ(แต่น่าสะพรึง)ว่า
"ผมเนี่ย... จะมัด หรือจะตัด"
พอมองสายตาก็เข้าใจได้ว่า ความหมายก็คือ "ถ้าเธอไม่มัดให้เรียบร้อย โดนตัดแน่ๆ!"
หลังจากวันนั้น ฝ้ายก็จำต้องรวบผม (ซึ่งพอรวบแล้วก็น่าเกลียด เพราะผมน้อย กลายเป็นหางสั้นๆ
ยังโดนเพื่อนผู้ชายพูดว่าเนี่ย ตลกว่ะ โบใหญ่กว่าผมมากกกกกก!)
พอขึ้นมหา'ลัยเนี่ย มันแบบว่า จะไม่มีใครมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชอีกแล้วนะ ส่วนหนึ่งฝ้ายว่าคงเป็นเพราะ เราเป็นนิสิตนักศึกษาแล้ว อายุเท่านี้ เราก็ควรจะมีวิจารณญาณและจิตสำนึกส่วนตัวที่จะเลือกแต่งกายให้ดูเรียบร้อยได้เอง (คือยังไงก็ได้แต่อย่าทุเรศ)
ตอนยังอยู่มัธยม เราอาจจะรำคาญอาจารย์ ที่ต้องคอยว่าโน่นนี่ จุกจิกเรื่องเล็กเรื่องน้อย บางเรื่องดูเล็กน้อยเสียจนเราหงุดหงิดว่าเรื่องแค่นี้ทำไมต้องซีเรียส?
ข้อสอบวิชาวิทย์พื้นฐานตอนม.หกคือวิชาที่อาจารย์ตรวจข้อสอบได้สตริกมาก คือ ข้อผิดเล็กผิดน้อยอย่าง ลากเส้นเบี้ยว ติ๊กเครื่องหมายเกินช่อง ก้จะโดนเอาไปหักคะแนน ตอนนั้นก็มีคนบ่นว่า
แค่สะกดคำผิดตัวเดียว ทำไมต้องหักคะแนนด้วย?
ตอนนั้นเราก้รู้สึกนะว่า เอ้อ มันก้เล็กน้อยนะ น่าจะหยวนๆ (รุ่นน้องระวังวิชานี้ให้ดี เนื้อหาไม่ยาก แต่คะแนนน้องจะหายไปตอนอ.ตรวจเนี่ยแหละ
)
แต่พอมานึกตอนนี้ ที่อาจารย์ต้องกวดขันเข้มงวดและจริงจังกับเรื่องเล็กน้อยก็เพราะว่า
เขาอยากให้เราทำให้ถูกต้อง
สมมติว่าเราไปสะกดคำผิดตอนเขียนเอกสารสมัครงาน ถึงมันจะเล็กน้อยแต่มันก้คือจุดบกพร่องของเอกสารอยู่ดี อีกทั้งยังแสดงถึงความสะเพร่าของเราด้วย ในกรณีที่เขียนผิดเพราะไม่ได้ตรวจทานให้ดี ทั้งๆที่มันคือเอกสารสำคัญ
อย่างน้อย ถ้าเราตรวจทานให้ดี เราก็คงไม่พลาด ฝ้ายว่า อาจารย์เขาคงอยากปลูกฝังให้เราเป็นคนที่ละเอียดลออและรอบคอบ
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม สิ่งที่อาจารย์กวดขันคือสิ่งที่ท่านอยากปลูกฝังให้เป็นนิสัยที่ดีงามติดตัวเราไป เพราะมันจะเป็นประโยชน์กับเราในอนาคต
เรื่องการแต่งกายนี่ก็ปัญหาใหญ่นะ บางคนแต่งแล้วรับไม่ได้จริงๆ คือมันแร้งงงมากกก รุ่นพี่เห็นแล้วเสียใจ+ใจเสียว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปมันจะเป็นไงว้า ถ้าผิดระเบียบแล้วยังไม่สวยอีกก็กลับมาแต่งให้ถูกเถอะน้อง
เห็นแก่ชื่อสถาบันหน่อย
อย่างน้อยฝ้ายว่ามันคือการฝึกให้เราเคารพกฎระเบียบและให้เกียรติสถานที่นั้นๆที่เราไปอยู่นะ เคสนึงที่เคยเจอก็คือ ไปงานศพ แต่แต่งกายวับๆแวมๆอวดโน่นนี่เหลือเกิน อดคิดไม่ได้นะว่า ตอนเรียนเขาเป็นยังไง หรือเขาได้รับการปลูกฝังมายังไง ถึงได้ละเลยที่จะใส่ใจและให้เกียรติกับสถานที่ๆตัวเองไปแบบนี้?
ตอนเรียนมัธยมโดนดุโดนว่ายังไง คิดเสียว่า
อาจารย์เขาคิดเผื่ออนาคตไว้แล้วว่า
เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ที่มีความอิสระมากเพียงพอแล้ว
เราจะยังปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมกับกาละเทศะและถูกต้องตามครรลองสังคม
เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ
เพราะนิสัยและจิตสำนึกส่วนนั้น จะปลูกฝังได้ก็แค่ตอนเด็ก-วัยรุ่นเท่านั้น
ปล. เขียนๆไปแล้วคิดถึงอาจารย์จริงๆ
ปล2.ตั้งใจจะเขียนแบบนึง แต่ออกมาเป็นอีกแบบนึง!!! 
ปล3.จะสอบแล้ว อีนี่ยังมานั่งอัพบล็อก..


ให้ดาว
#1 By TeChNiKoS[9.9796] on 2009-07-11 19:21