บ้านสุนัขราชบุรี

วัคซีนหัวใจ

posted on 06 Sep 2009 14:17 by windella  in share-feeling

ยาวหน่อยนะคะ แต่อยากให้ได้อ่าน :)

 

ณ เวลาหนึ่งเมื่อราวสองเดือนที่แล้ว ปลายเดือนมิถุนายน 
ฉันเดินเข้าโรงภาพยนตร์ด้วยอยากเพลิดเพลินกับหนังชื่อดังที่รอคอยมานานอย่างเรื่อง UP

ถ้าจำไม่ผิด ช่วงเวลา ณ ตอนนั้น โรคไข้หวัด 2009 เริ่มแพร่กระจายในประเทศไทย แต่การติดเชื้อยังไม่เกิดขึ้นมากในกรุงเทพฯ (และสื่อยังคงไม่กระพือข่าวเท่าไหร่) ฉันจึงเข้าโรงหนังด้วยความตื่นเต้นเตรียมมีความสุขสนุกหรรษากับคุณปู่ซ่า คุณหลานแสบ แล้วก็ไม่ผิดหวังกับภาพยนตร์เรื่องนี้เลย

แต่ทว่า..เมื่อเดินออกจากโรงหนังได้ไม่นาน ฉันไอจนเพื่อนถามว่า "แกเป็นอะไร"

เป็นความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรติดและระคายอยู่ในลำคอ เหมือนจะมีเสมหะ แต่ก็ไม่ แค่สร้างความรำคาญนิดๆเท่านั้น

คืนนั้นฉันหลับไปด้วยความคิดว่าพรุ่งนี้คงจะหายเอง แต่ฉันคิดผิด!!

 

 

เพียงแค่อาการระคายคอเมื่อคืนวาน วันรุ่งขึ้นฉันมีไข้ ร่างกายไม่มีแรง รู้สึกอึดอัด หัวหนัก เดินสะโหลสะเหล จนต้องขอให้แม่พาไปโรงพยาบาล อยู่บนรถเป็นครั้งแรกที่รู้สึกหายใจแล้วเจ็บ เป็นการหายใจที่ลำบาก แม่ส่งฉันที่หน้าฝ่ายทะเบียนคนไข้ ก่อนจะขับรถขึ้นไปจอด

เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าไปนอนระทึกอยู่ในห้องฉุกเฉิน ในใจแอบตื่นเต้นเล็กน้อยที่ได้เข้ามา

ตอนหลังแม่ตามเข้ามา ตกอกตกใจว่า ลูกฉันเป็นอะไร ถึงขนาดเข้าห้อง ER!?
มาเจอฉันนอนยิ้มซีดเซียว ที่โดนเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไม่ใช่อะไรหรอก แค่มันไม่มีแรงยืนเท่านั้นเอง

คุณหมอซักถามอาการ เห็นคนไข้ยังไม่น่าใช่กลุ่มเสี่ยงแถมยังดูดีขึ้นหลังจากได้เข้ามานอนพัก ถามว่าจะตรวจเลือดไหม ฉันคิดว่าคงไม่จำเป็น หมอสาวสั่งพยาบาลให้ฉีดวัคซีนให้ พร้อมสั่งยา ให้คุณแม่เป็นคนไปรับ พอขั้นตอนต่างๆเสร็จเรียบร้อยก็ขึ้นรถกลับบ้าน ฉันป่วยอยู่ร่วมอาทิตย์ จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตอนนั้นอินเทรนด์ได้เป็นหวัด2009หรือเปล่า

 

 

 

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาของการรับน้องที่มหา'ลัย วันก่อนไปดูหนังฉันยังขึ้นไปนั่งบนแสตนด์ใน'สนามจุ๊บ' แหกปากส่งเสียงเชียร์อยู่ (แต่ก็ส่งเสียงมากไม่ได้ เจ็บคอ ก่อนหน้านั้นฉันป่วยเป็นลำคออักเสบมาครั้งหนึ่งแล้ว หายมาสักสี่ห้าวันจึงกลับไปร่วมกิจกรรมรับน้อง ลืมไปว่าคุณหมอคนก่อนสั่งให้พักผ่อนและงดใช้เสียงเยอะๆ)

วินิจฉัยตัวเองได้ว่า การไปแหกปากในช่วงที่ร่างกายยังอ่อนแอ และเข้าไปรับเชื้อในโรงหนังซึ่งเป็นแหล่งเพาะชั้นดีจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ป่วยหนักหนาได้ขนาดนั้น

ฉันหยุดเรียนไปหนึ่งอาทิตย์ นอนพักและนอนพัก กินยาและกินยา ต้องมีน้ำเปล่าแก้วนึงวางไว้ให้จิบเสมอ ช่วงนั้นไม่ได้แตะต้องน้ำเย็น เป็นการป่วยที่ทรมานมาก เพราะไม่มีแรงเลย ที่แย่มากที่สุดอีกอย่างคือ เมื่อนอนพักมาได้สักอาทิตย์ อาการไข้หวัดทุเลาแล้ว แต่อาการที่ตามมาคือ เหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างบวมอยู่ในลำคอ

กลืนอาหารคำใหญ่ๆจะเจ็บ กินน้ำก็เจ็บ วันแรกๆไปหาคุณหมอดูอาการ หมอบอกว่าคงจะเป็นพวกต่อมน้ำเหลืองบวม เพราะมันมีหน้าที่ฆ่าเชื้อในร่างกาย หมอสั่งยาฆ่าเชื้อเพิ่มมาอีกแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร หลังจากนั้น มันมีอาการเจ็บมากขึ้น ฉันยังต้องทรมานกับก้อนนี้ไปอีกห้าหกวัน กว่ามันจะหายไปเอง

รวมเวลาที่ฉันป่วยกว่าจะหายเป็นปกติจากหวัด ประมาณสองถึงสามอาทิตย์
บอกได้คำเดียวว่า ไม่เคยทรมานกับการป่วยมากขนาดนี้

 

 

ไข้หวัด เกิดจากเชื้อไวรัส

และเชื้อไวรัส ไม่มียารักษาที่จะฆ่ามันได้ ยาที่ถูกสั่งให้กินตอนนั้นคือยาฆ่าเชื้อ (การกินยาฆ่าเชื้อติดต่อกันนานๆก็มีผลเสีย ไว้ฉันคงจะได้เขียนเล่าในโอกาสต่อไป) ยาฆ่าเชื้อที่กินนั้นไม่ได้ฆ่าเชื้อไวรัสนะคะ มันฆ่าเชื้ออื่นๆได้แต่ฆ่าไวรัสไม่ได้ (ตามคำบอกของพ่อซึ่งเคยเรียนเกี่ยวกับหมอมา)

วิธีเดียวที่จะเยียวยาได้คือการใช้วัคซีน

การฉีดวัคซีนคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
ความรู้สายวิทย์ที่ยังติดก้นหม้อบอกว่าวัคซีนมีหลายแบบ เช่นการฉีดเชื้อโรคที่ตายแล้วเข้าไป กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง กับการฉีดวัคซีนเอาภูมิคุ้มกันเข้าไปโดยตรง (ถ้าข้อมูลผิดพลาดช่วยบอกด้วยนะคะ)

เขียนมาจนถึงตรงนี้ เกี่ยวอะไรกับชื่อ "วัคซีนหัวใจ"?

เขียนเองยังคิดเองว่า นี่มันบทความสุขภาพรึเปล่า(วะ) ฮ่าๆ

มันอาจจะเป็นบทความสุขภาพก็ได้ค่ะ แต่เป็นสุขภาพใจ

 

 

 

โรคทางร่างกายทุกวันนี้มีเยอะแยะ
เชื่อได้ว่าถ้าเอาชื่อโรคต่างๆทุกชนิดที่มีในโลกนี้มาเขียนเรียงกัน ความยาวชื่อของพรรคพวกโรคพวกนั้นอาจจะโอบกอดเส้นรอบวงของโลกได้ก็เป็นได้

แต่ถ้าพูดถึงโรคทางใจ ฉันขอแถมว่า มันต้องเรียงตัววนกอดโลกได้ครบสองครั้งเป็นแน่แท้!

 

 

 

เป็นหวัด ทำอะไรได้บ้าง

นอนพัก กินยา อย่าไปหาเรื่องตากฝนเป็นดารามิวสิควิดิโอ แค่นี้ภายในหนึ่งอาทิตย์ก็น่าจะหายเป็นปกติ

แต่โรคทางใจที่ร้ายแรงถึงชีวิตอย่าง "อกหัก"

ต่อให้สนองตัณหาด้วยการไปยืนตากฝนเป็นดารามิวสิควิดิโอก็แล้ว เปิดฝักบัวในบ้านเอาน้ำเย็นๆราดหัว(ที่มีแต่ใบหน้าของเขาหรือเธอแบ่งภาคลอยเวียนเป็นวิญญาณ)ก็แล้ว ดูเหมือนเวลาหนึ่งปี คนไข้ก็อาจจะยังไม่หายจากโรคอกหักเสียที

โรคทางใจพวกนี้ เหมือนไวรัส ยาอะไรก็ฆ่ามันไม่ได้ 

แล้ววิธีรักษา .. มันต้องทำอย่างไรกันเล่า

 

 

 

โรคทางใจที่ฉันหมายถึง ไม่ใช่แค่โรคอกหักหรอกนะคะ ลองนึกย้อนไปดูชีวิตที่ผ่านมา เอาแค่ในเวลาครึ่งปี ถามว่า เรามีอาการป่วยทางใจกับเรื่องอะไรบ้าง?

 

บางคนอาจจะเป็นโรคเบื่อหน่ายชีวิต
บางคนอาจจะเป็นโรคโศกเศร้าจากการสญเสีย
บางคนอาจจะเป็นโรคท้อแท้เรื้อรัง ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ช่วงก่อนหน้านี้ ฉันป่วยทางกายและทางใจ โรคทางใจเป็นเรื่องของการปรับตัว ความสับสน รวมไปถึงอาการซึมและเบื่อเพราะอาการป่วยกาย (กายและใจมันสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ ล้มก็ล้มกันหมดเลยนะคะ)

 

 

วิธีการของฉันคือมีสามขั้นตอน

หนึ่ง พยายามกำจัดลูกหลานของเชื้อโรคออกไปให้มากที่สุด

ตัวเชื้อโรคหรือตัวต้นเหตุ เรายังฆ่ามันไม่ได้ ส่วนนี้ฉันเห็นว่า เป็นเพราะเรายังเป็นปุถุชนคนธรรมดา สมมติว่าเราอกหัก ตัวเชื้อโรคก็คือความรัก เรายังมีความรัก หลง เราควรจะลืม ควรจะเลิกรักแต่เรากำจัดมันไม่ได้ในทันที จริงไหมคะ?

ลูกหลานของเชื้อโรคคืออะไร มันคืออาการผิดปกติต่างๆที่เราเป็น เช่น ร้องไห้ตั้งแต่หัวค่ำยันเช้ามืด ตาบวมฉึ่งไปทำงาน หรืออาการดูถูกตัวเอง เห็นตัวเองไร้ค่า อาการซึมกะทือ โลกนี้ช่างน่าเบื่อ ฯลฯ มันคืออภินันทนาการจากตัวเชื้อโรคทั้งนั้น

พยายามขจัดมันออกไปค่ะ ให้มันลดลงบ้างก็ยังดี

วิธีในแบบของฉันคือการร้องไห้ค่ะ บางที อดทนไม่ไหว ก็ร้องมันไปให้หมด ร้องไห้เหมือนการชำระล้างใจเหมือนกัน พอเราหยุดร้อง แสดงว่าเราก็นิ่งขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว สติมันจะบอกเราเองว่า "ไม่ต้องร้องแล้ว"

 

 

 

สอง เสาะหาเจ้าตัวเชื้อโรคตัวการ ตั้งสติ อยู่กับตัวเอง มองความคิดตัวเอง

ถามตัวเองให้ได้ว่า "เราเป็นอะไรอยู่" เช่น เรากำลังเสียใจ เรากำลังเครียด

ทำทุกอย่างในหัวให้ชัดเจนก่อน บางทีร้องไห้ น้ำตามันทำให้ตามองไม่ชัด ภาพเบลอ การจัดระเบียบความคิดในสมองของเราก็เบลอได้เหมือนกัน บางทีร้องไห้มากมาย ตอบตัวเองได้ไหม ร้องเรื่องอะไร?

 

ถามตัวเองต่อว่า "เพราะอะไร" เช่น เราเสียใจเพราะเขาทิ้งเราไป เรากำลังเครียดเพราะส่งงานไม่ทัน

 

สุดท้าย มองหาต้นตอของทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น เราเสียใจพราะเขาทิ้งเราไป ต้นตอมันคือความรัก , เรากำลังเครียดเพราะส่งงานไม่ทัน ต้นตอคือการที่เราอาจจะแบ่งเวลาการทำงานไม่ดี เราให้ความสำคัญกับอย่างอื่นมากกว่า

พอได้คำตอบทุกอย่างแล้ว ทำตัวเองให้นิ่ง ตั้งสติ ไม่ฟูมฟาม ไม่ตื่นตูม ไม่ทำตัวบ้าบอ
จัดระเบียบความคิดตัวเองเสียใหม่

ตอบตัวเองได้หรือยังว่า "เชื้อโรค"ของเราคืออะไร หน้าตาเป็นแบบไหน รู้จักมันก่อน เราจึงจะรักษาตัวเราได้

 

 

 

สาม สร้างภูมิคุ้มกัน ฉีดวัคซีนให้ตัวเอง

เป็นขั้นตอนของการแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความแข็งแรงของจิตใจ

ส่วนนี้ เป็นวิธีของแต่ละคน เมื่อเรารู้แล้วว่า"เชื้อโรค"ของเราหน้าตาเป็นยังไง นิสัยอย่างไร เราก็อาจจะรู้แล้วว่า เราควรทำอย่างไร หาวัคซีนให้ตนเองได้ยังไง

 

ถ้าเราอกหัก เราร้องไห้ เสียใจ เขาไปมีคนใหม่ เวลาเราอยู่คนเดียวเราก็เศร้า ตอกย้ำตัวเอง ทำให้"เชื้อโรค"มันยิ่งแผ่ขยายอำนาจในใจของเรา วิธีแก้ไขคือ เราต้องหยุดซ้ำเติมตัวเอง อย่าอยู่คนเดียวบ่อยๆ อ่อนแออยู่แล้วยังไปทำร้ายตัวเอง เมื่อไหร่เราจะชนะเชื้อโรค?

ถ้าเราเครียดเพราะการเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง บางทีคงจะต้องฝึกฝนตัวเองให้ตั้งใจในห้องบ้าง บังคับให้ตัวเองแบ่งเวลาให้การเรียนมากขึ้น หาวิธีเรียนเป็นทริคของเราเอง แห่ตามวิธีคนอื่น มันอาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้

ส่วนใหญ่แล้ว ฉันคิดว่า คนเรารู้วิธีรักษาตนเองอยู่แก่ใจ แต่ไม่ค่อยจะทำ เพราะฉันก็เป็น! ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลามาก รักษาที่ละเล็กละน้อยแต่ให้สม่ำเสมอ เราจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้เอง

 

 

 

วิธีพิเศษขั้นสุดท้ายของฉันคือ ไปตามหาวิตามินของเรา

ฉันชอบบำบัดอาการจิตตกด้วยการไปร้านหนังสือค่ะ เวลาได้อ่านหนังสือก็มีความสุข เป็นวิตามินของฉัน

ออกไปหาต้นไม้ใบหญ้ามากกว่าห้างสรรพสินค้า ตามหาวิตามินความสดชื่น ชีวิตจะได้ไม่ต้องมานั่งจ้องแต่คอมพิวเตอร์หรือผู้คนเดินขวักไขว่วุ่นวาย คอมพิวเตอร์มันคงเบื่อหน้าเราแล้วเหมือนกัน

ทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำ ไปออกค่าย ไปวาดรูป เรียนเต้นรำ มีเยอะแยะไป
คำว่า"ไม่มีเวลา"มันเป็นแค่คำแสดงว่า เรายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน เราจึงไม่แบ่งเวลาให้มัน

หาเพลงดีๆ ฟังแล้วไม่ยิ่งหดหู่หรือเครียดเขม็ง ปล่อยใจ

 

 

เคล็ดลับของฉันในทุกขั้นตอนคือ ปล่อยวางลงบ้าง

ปล่อยวาง เลิกวิ่งตามปัญหา เลิกเอามันมาใส่ตัวเสียที

ช่วงที่ป่วยกายจนป่วยใจไปด้วยนั้น ฉันทำให้ตัวเองยิ่งหดหู่ บ่นอยู่ตลอดว่า เมื่อไหร่จะหายๆ ทั้งที่ความจริง ในส่วนของจิตใจ ฉันควรจะสงบ เพราะถ้าจิตใจป่วย เชื่อได้ว่าร่างกายก็มีส่วนรับไปเหมือนกัน

 

บางครั้งบางเรื่อง เชื้อโรคหรือปัญหามันอาจจะไปจากเรานานแล้วก็ได้ ถ้าเราไม่รั้งมันไว้เอง

 

 

5

อย่าดูถูกโรคทางใจเชียว คนเสียใจจนเสียชีวิตมีให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยไป

แต่อย่าให้มันเกิดขึ้นกับเรานะคะ :)

 

ความทุกข์เหมือนไวรัสที่ฆ่าให้ตายไม่ได้ แต่เราสร้างภูมิคุ้มกันเองได้

ฉีดวัคซีนให้ตัวเองบ่อยๆนะคะ จิตใจจะได้แข็งแรง

 

 

ปล.

==เขียนออกมายังกะ how to เลยไม่ค่อยปลื้มที่ตัวเองเขียนเท่าไหร่

==บทความอันนี้ เป็นแรงบันดาลใจมาจากช่วงชีวิตหลังเปิดเทอมมหาลัย จนป่วย ป่วยมาสองเดือนกว่าแล้วค่ะ ฮ่าๆ ตอนนี้เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอันเป็นผลมาจากการกินยาฆ่าเชื้อเข้าไปมากเกิน (กินยาฆ่าเชื้อเยอะ--> เป็นเชื้อรา---> เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ) ยังไม่หายดีค่ะ แต่ดีขึ้นบ้างแล้ว

==รวมไปถึง อาการป่วยทางใจที่ดีขึ้นมาก เลยอยากเขียนเล่า

==ยาวมากกกกเลยอะ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ ขอบคุณจากใจ :)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

#1 By ทะเล (58.9.226.112) on 2009-09-06 16:39

ยาวได้อีก

ยังไม่ได้อ่านหรอก แหะๆ

#2 By ทะเล (58.9.226.112) on 2009-09-06 16:40

เดี๋ยวจะไปฉีดวัคซีนละ big smile big smile

ปล.ไอ้เม้นแรกเราไม่ได้ตั้งใจนะ

#3 By ทะเล (58.9.226.112) on 2009-09-06 17:38

อ่านจบแล้ว...

ต้องแจกดาว Hot!

พี่ได้รับความหวังจากฝ้ายแล้วจ้ะ ขอบคุณมากๆ
"ความหวัง" ก็จะเป็นวิตามินอีกเล่มนึง
ที่พวกเราตั้งใจทำให้กับคนอ่าน เนอะbig smile
ขอบคุณพี่จูนนะคะที่อุตส่าห์อ่าน แถมแจกดาวอีก confused smile

"ความหวัง"ก็เป็นวิตามินของเราเหมือนกัน ใช่แล้วค่ะ..big smile

#5 By vinn* on 2009-09-06 20:01

Hot!

แปะๆ

#6 By B-rz on 2009-09-06 22:08

ฉันก็เป็นเหมือนพี่ฝ้ายนะ คือ ร้องไห้จนน้ำตาหมดใจ
แล้วก็ไม่ร้องอีก ตอนนี้ฉันก็แฮปปี้ดีนะ big smile

ทีแรกที่พี่ฟอลโลวฉันมา ฉันนึกว่าเรารุ่นเดียวกันเสียอีก
เรียก "เธอ" เฉยเลย แหะๆ sad smile

อ้อ ฉันฟอลโลวพี่แล้วนะคะ ด้วยความเคารพsurprised smile

#7 By olive on 2009-09-06 22:16

อ่านแล้วจ้า
ยังเยี่ยมเหมือนเดิมเลย
ชอบตรงฮาวทูเนี้ยแหละ
เพราะมีปัญหาเข้าจริงๆ
ก้ทำไรไม่ถูกจริงๆนะ

#8 By กำโชค (124.122.210.226) on 2009-09-25 00:19

Hot! Hot! Hot!

#9 By *~ happyah ~* on 2009-09-25 15:25