1.
มีความจริงสองข้อดำรงอยู่ในชีวิตของฉัน
 
ข้อแรก ทุกวันนี้ ฉันยังมีความฝันว่าจะมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม
หนังสือที่ฉันตั้งใจเขียน และสามารถส่งต่อความรู้สึกไปให้คนอ่านได้
เป็นหนังสือ ที่ทำให้เกิดอะไรบางอย่าง
เช่น ทำให้คิด, ทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆนานา, ทำให้นึกถึงอดีต, ทำให้นึกถึงใครบางคนในชีวิต
 
ทำให้รู้สึกอย่างง่ายๆในใจว่า 'ชอบจังเลย'
 
 
ส่วนข้อที่สอง ทุกวันนี้ ฉันตระหนักอย่างชัดเจนว่า ฉันยังเขียนไม่มากพอ
คำว่าเขียนในที่นี้คือการเขียนอย่างจริงจัง การทดลองเขียนในแบบต่างๆที่แปลกออกไปจากที่เคย
นอกจากเขียนไม่มากพอ ขั้นตอนก่อนหน้านั้นที่ต้องมาควบคู่กันก็ยังบกพร่อง
ฉันยังอ่านไม่หลากหลาย
การรู้สึกดีกับหนังสือบางแบบเป็นคุณสมบัติประจำตัวของคนแต่ละคน
บางคนอาจชอบหนังสือวิทยาศาสตร์
บางคนอาจชอบนิยายไทยกลิ่นอายเก่าๆ
แต่กับคนที่คิดจะทำงานอยู่กินกับหนังสือ
พี่ต้อ บินหลา นักเขียนและรุ่นพี่คณะออกความเห็นไว้ว่า
 
'ต้องมี input เยอะๆ'
 
inputหนึ่งสำหรับฉันคือ การได้อ่านอะไรหลายๆแบบ การเปิดหนังสืออ่านเพื่อรู้ว่าโลกเป็นอย่างไรบ้าง
 
การอ่านเพื่อความสุขหรือความบันเทิงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยในการประกอบอาชีพ
ต้อง 'อ่านเพื่อรู้' ด้วย
 
ทั้งสองอย่างนั้นต้องไปควบคู่กัน
พอมี input มากขึ้น, ก็ต้องลองส่ง output ออกมาบ่อยๆ
 
อ่านแล้วเขียน เขียนแล้วอ่าน
อ่านมาก เขียนมาก ก็คุ้นมือมากขึ้น
 
 
 
 
 
2.
ฉันทำอาหารไม่เป็น
เพราะแน่นอนว่าการทำมาม่าเป็นไม่ใช่การประกอบอาหารที่ยอมรับกันเป็นสากล
 
หมู เห็ด เป็ด ไก่ที่ยังดิบแทบไม่เคยผ่านมือฉัน
(ที่บอกว่าแทบไม่เคย เพราะครั้งหนึ่งก็เคยต้องพยายามทำไก่ทอดกระเทียมให้เป็นอยู่เหมือนกัน)
เวลาในการต้มหรือทอดต้องนานแค่ไหน น้ำมันร้อนพอเมื่อไหร่ ฉันไม่มั่นใจ
เทคนิคที่คนทำอาหารจะเรียนรู้ได้เองตามสัญชาตญาณนั้น ฉันก็ขาดแคลนเอามาก
 
 
เวลาบอกว่าเคยทำจานนั้นได้ จานนี้ได้ (ซึ่งก็น้อยมาก) จะโดนกังขาด้วยเสียงสูงๆว่า จริงเหรอ? ไม่น่าเป็นไปได้เลย
 
 
การกลัวน้ำมันและความร้อนเป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันไม่ค่อยอยากยุ่งกับการครัว
แต่ความรู้สึกว่าการทำอาหารให้เป็นนั้นถือเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ฉันมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคตได้ก่อตัวขึ้นเมื่อปีกลาย
 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฉันก็ยังรู้สึกว่า การทำอาหารเป็นอะไรที่ยากอยู่ดี
 
 
 
 
 
วันนี้ บุคคลสำคัญสองคนในชีวิตก็พูดด้วยความห่วงใยว่าอยากให้ฝึกทำอาหาร
 
มีการเปรียบเทียบกับพี่สาวให้เห็นภาพว่า แม้พี่สาวฉันจะชอบประดิษฐ์ประดอยเมนูอาหารขึ้นเอง(ซึ่งจะอร่อยหรือไม่อร่อยก็ไม่ทราบได้) แต่เขาก็ยังจับตะหลิวอยู่เรื่อยๆ
 
แม่บอกว่า ที่พี่ชอบทดลองอะไรแบบนั้นก็เพราะเขาเป็นคนทำอาหาร
คนทำอาหารเท่านั้น ที่จะรู้ว่า ควรจะทำอะไรดีจากวัตถุดิบที่มีอยู่
ซึ่งคนไม่เคยทำจะไม่สามารถรู้ได้เลย
 
"มันคือความคิดสร้างสรรค์" เธอว่าอย่างนั้น
 
 
 
 
3.
 
ตอนที่ฉันนึกย้อนถึงคำพูดนั้น
ฉันบอกกับตัวเองอย่างมั่นใจว่า
 
การเขียนหนังสือ ก็เหมือนการทำอาหาร
 
ฉันไม่ใช่นักปรุงอาหารฝึกหัด
แต่ฉันคือนัก(หัด)ปรุงตัวอักษร
 
 
ฉันเคยรู้สึกอยู่แวบๆว่า การทำอาหารและการเขียนหนังสือเหมือนกันตรงที่มันเหมือนเวทมนตร์
จากสิ่งธรรมดา คนเหล่านั้นจะสามารถดัดแปลงมันใหม่ ให้ออกมาน่ากิน และน่าอ่าน
รังสรรค์รสชาติลงไปในสิ่งต่างๆ ให้ผู้คนได้ลิ้มลอง
 
 
 
 
 
 
 
 
คนทำอาหาร หาวัตถุดิบได้จากตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ต
วัตถุดิบหนึ่งอย่าง เสกอาหารได้เป็นหลายสิบอย่าง
คนเขียนหนังสือ หาวัตถุดิบได้จากทุกสิ่งรอบกาย ตั้งแต่อณูของอากาศไปจนถึงความเป็นจักรวาล
 
 
ถ้าแม่บอกว่า คนทำอาหารเท่านั้น ที่จะรู้ว่าจะปรุงวัตถุดิบนี้เป็นอะไร
ฉันก็ค่อนข้างพูดได้อย่างเต็มปากว่า นักปรุงตัวอักษรเท่านั้น ที่จะใช้ตัวหนังสือเป็นวัตถุดิบได้
 
เมื่อวัตถุดิบหลัก คือตัวอักษรและถ้อยคำ
คำและวลีต่างๆก็มีความรู้สึกในตัวมัน เหมือนวัตถุดิบตั้งต้นที่มีรสชาติและลักษณะต่างกันออกไป
ความรู้สึกและรสชาติของคำ..คนที่ไม่ได้เขียนหนังสือ อาจไม่เข้าใจ
 
คำบางคำ มีความเศร้า เหมือนมีรสขมติดปลายลิ้น
คำบางคำ มีความอบอุ่น เหมือนเนยที่หวานมัน
 
 
ฉันรู้ว่า คำเหล่านั้น มีชีวิตในตัวมันเอง
เครื่องปรุงอย่างอื่นเช่น ช่องว่างและการวรรคตอน ก็ไม่ไร้ความหมาย
เมื่อนำมาร้อยเรียงกัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำอาหารจานใหม่ที่มีการผสมรสชาติของคำและประโยคเหล่านั้นออกมา เราสามารถปรุงได้มากมายตามแต่ที่อยากให้มีรสชาติแบบไหน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นอกจากนี้ ทั้งสองอย่างยังเหมือนกันตรงที่
จะปรุงให้อร่อย ก็ต้องมีการฝึกปรือ ฝึกทำหลายๆครั้ง ฝึกให้หลากหลาย
 
เช่นเดียวกับสูตรของทุกศาสตร์ คือการฝึกให้ 'คุ้นมือ' 
 
 
นักปรุงตัวอักษรที่เก่งนั้น ไม่ต่างอะไรกับพ่อครัวที่เชี่ยวชาญ
เพราะการฝึกฝนมากมายต่างเป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน
 
คือการปรุงอาหาร(ทางความคิด)ให้อร่อยกลมกล่อม ถูกปากคนกินและคนอ่าน
 
 
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้งคู่รู้ดี
ว่าการได้รับประทานอาหารที่ปรุงอย่างใส่ใจและมีรสชาติดีนั้น..เป็นความสุขที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิต
 
: )
 
 
 
__________________________
 
ทั้งนี้ทั้งนั้น
ฉันจะเริ่มเป็นคนทำอาหารกะเค้าบ้างแล้วล่ะค่ะ
เริ่มต้นง่ายๆกับเมนูไข่ๆละกันเนอะ ;D

Comment

Comment:

Tweet

นักปรุงตัวอักษร ชอบคำนี้จัง

เราต่างลงมือปรุง ใส่วัตถุดิบ ใส่เครื่องปรุง และใส่ใจลงรวมกัน
เพื่อให้เกิดเป็นเรื่องราวมากมาย :)

บางครั้ง ก็อดรู้สึกไม่ได้เหมือนกันว่า
คำบางคำ ประโยคบางประโยค
มีผลต่อความคิดและความรู้สึกมากมาย

นี่หรือเปล่า ที่เขาเรียกว่า พลังของตัวอักษร :D

Hot! Hot! surprised smile Hot! Hot!

#8 By littleffrog on 2011-10-28 10:42

มีฝัน ต้องมุ่งมั่นครับ

ทำให้เต็มที่ พยายามให้สุดแรง

ถ้าอยากเขียน ก็เขียน ถ้าชอบเขียน ก็เขียน

เราต่างมี input ทั้งนั้นครับ ขึ้นกับว่าเราจะเห็นมันหรือเปล่าHot!

#7 By kae on 2011-08-18 12:37

เห็นด้วยและยังเห็นว่ากันตะก็ยังเขียนน่ารักอยู่ดี

ตอนนี้เราก็กำลังใส่ input ในชีวิตเรื่อยๆ เหมือนกัน
ตอนนี้ก็เลยคิดได้ว่า "จะอ่านเยอะๆ เข้าไว้ เขียนๆ เยอะเข้าไว้"
และต้องทำให้ออกมาดี และ อร่อย ด้วย!
Hot!

#6 By iamdozenist on 2011-04-05 09:28

อ่านแล้วเพลินมาก
เราเห็นด้วยกับเรื่องของ Input มาก
เป็นสิ่งสำคัญ เหมือนเวลาเราจะทำอาร์ตเวิร์ค
เราก็เอารูปที่เราวาดเล่นๆ ชิ้นส่วนที่ฉีกแล้วเอามาแปะในสมุด
หรือข้อความขีดๆเขียนๆเล่นๆในสมุด (ที่เป็นความลับ 55)
มาผสมๆกันลงไป บางทีออกมาแล้วก็รู้สึกมหัศจรรย์มากเลย
เพราะบางครั้งมันก็เต็มไปด้วยตัวเรา
แบบที่ถ้าสมมติเราเปิดโฟโต้ชอปมาเฉยๆ แล้วนั่งนึกว่าจะทำอะไร
ก็คงทำไม่ได้เท่านี้

ชอบตรงที่บอกว่า
"นอกจากนี้ ทั้งสองอย่างยังเหมือนกันตรงที่
จะปรุงให้อร่อย ก็ต้องมีการฝึกปรือ ฝึกทำหลายๆครั้ง ฝึกให้หลากหลาย"

มันก็เหมือนกับงานของแกแหละ
ไม่ได้เต็มไปด้วยคำที่เข้าใจยาก มีแต่คำง่ายๆที่ร้อยเรียงออกมา
เป็นเรื่องราวที่น่าอ่าน เหมือนคุณยายที่ไม่ได้ใช้วัตถุดิบราคาแพงเลิศเลอ
ในการจะทำอาหารให้หลานกินซักมื้อ แต่หลานก็มีความสุขกับ
การกินอาหารของคุณยายเสมอ

เหมือนกับศิลปินเจ๋งๆที่ไม่ต้องใช้สีหรืออุปกรณ์ราคาแพง
แต่งานที่ออกมาก็สร้างความสุขใจให้คนดู big smile

Hot!

#5 By SHIN on 2011-04-05 00:33

ฉันอ่านหนังสือมายี่สิบกว่าปี เดินทางมาก็ไม่น้อย ก็ยังเป็นได้แค่นักอยากเขียนอยู่เลยค่ะ ทำไงก็เป็นนักเขียนกับเขาไม่ได้สักที ไม่รู้ทำไม เฮ้อ

#4 By รุ่งธิวา on 2011-04-04 20:38

เราก็อยากมีหนังสือเป็นของตัวเองมากๆเลยย คงจะน่าภูมิใจน่าดูที่เราได้เขียนเรื่องราวให้ประโยชน์ต่อสังคม ให้สังคมได้คิดอะไรจากสิ่งที่เราเขียน

Input เนี่ยก็ต้องตามหาต่อไป สำหรับเรา เราชอบจมอยู่กับตัวเอง เขียนในสิ่งที่รู้สึก สิ่งที่พบเจอ ที่สำคัญคือต้องมีประสบการณ์มากๆ แล้วมุมมองของเราจากประสบการณ์นั้นแหละ ที่เป็นสิ่งที่เป็นเฉพาะตัวที่จะสามารถเขียนออกมาได้ไม่เหมือนใคร ต้องฝึกอ่านเยอะๆก็สำคัญ เรื่องหนังที่เราเขียน เราก็เคยอ่านรีวิวหนังมานับไม่ถ้วน ศึกษาการเขียนหลายๆแบบ ฝ้ายอ่านหนังสือเยอะอยู่แล้ว ไม่น่ามีปัญหา :))

การทำอาหาร อยากทำก็ลงมือเลย ไม่ต้องกลัวถูกผิดหรอก ของอย่างนี้ต้องลอง บางทีทำตามสูตรตลอดไปก็ใช่ว่าจะออกมาอร่อย ไม่ทำไม่รู้ ^^
ตอนแรกๆเราก็ชอบเข้าครัวดูพี่ทำ ดูแม่ทำ แล้วก็เรียนรู้ไป แรกๆก็ลองเริ่มทอดไข่เอง ผัดข้าวเอง ลองย่างลองทำอะไรไปเรื่อยๆ ต่อมาก็ลองปรุงหมักเอง เดี๋ยวก็เป็น แต่ตอนนี้เราไม่ได้ทำอะไรเลยย ไม่มีเวลา T__T
สู้ต่อไปน้าา Hot! Hot! Hot!

#3 By juthas on 2011-04-04 20:27

ยังเขียนน่าอ่านอยู่เหมือนเดิมเลยค่ะ

พูดถึงเรื่องทำอาหาร
ก็เริ่มทำบา้งเหมือนกันตอนปิดเทอมนี่แหละ
ด้วยเหตุที่ว่า ขี้เกียจออกจากบ้าน
ฉะนั้น มื้อเช้าและกลางวัน จึงฝากอยู่ที่ฝีมือตัวเอง

หลังจากวันแรกก็เริ่มทำได้หลายอย่างขึ้นเรื่อยๆ
แม้รสชาติอาจจะพอแค่กินเองได้
รู้สึกว่ามันเหมือนการทดลองนะ
ครั้งแรก แน่นอนว่ามันจะออกมาไม่ค่อยดี
แต่ถ้าเราลองสังเกตถึงจุดบกพร่อง
ครั้งต่อๆไปมันจะดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอน

สู้ๆค่ะ เป็นกำลังใจให้



ปล.ไม่ได้มาเม้นบลอกพี่ฝ้ายนานมาก ยังจำกันได้อยู่รึเปล่าเนี่ย (ยิ้ม)
input นั้นสำคัญจริงๆนะ พี่โหน่งวงทนงค์เคยบอกไว้ว่า สิ่งที่จะทำให้คนเราเหนือชั้นคือ หนึ่งการอ่านหนังสือ สองคือการเดินทาง big smile

#1 By redtear on 2011-04-04 19:47