BANGKOK, I love you.

posted on 07 Apr 2011 13:59 by windella in about-me, share-feeling
ฉันเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิดค่ะ
ตั้งแต่คลอดออกมา-เรียนหนังสือ-มีความรัก(?)-ฯลฯ
กระบวนการชีวิตของฉัน วนเวียนอยู่ในกรุงเทพฯตลอดมา
 
แม้จะได้ออกไปที่อื่นบ้าง ก็ไม่เคยไปตั้งถิ่นฐานอยู่นานเกินสามเดือน
วนกลับมาเจอความวุ่นวายในกรุงเทพฯตลอด
 
 
 
ในความคิดของฉัน ความเป็นกรุงเทพฯนั้นมหัศจรรย์พันลึก
จริงอยู่ ความเป็นเมืองหลวงนั้นเชื่อมโยงกับความอึกทึกว้าวุ่นอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะกรุงเทพฯซึ่งมีคนและรถเบียดเสียดกันยิ่งกว่าหลายๆเมืองหลวงในโลกนี้
แต่นอกเหนือจากบรรยากาศเร่งร้อน กรุงเทพฯมีอะไรมากกว่านั้นอีกมาก
 
 
 
ในความคิดของหลายคน
กรุงเทพฯคงเป็นคนที่เย็นชามาก
เพราะเขามักจะเร่งรีบอยู่เสมอ
มักจะอารมณ์เสียกับการจราจรที่ติดขัด(อย่างไม่มีสาเหตุและไม่น่าเชื่อในหลายๆครั้ง)
กรุงเทพฯไม่ใช่เมืองหลวงที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
เขาไม่ค่อยน่ารัก
อาจจะมนุษยสัมพันธ์ไม่ค่อยดี(ในหลายโอกาส)
บางครั้งก็ลืมจะมีน้ำใจ
แต่ฉันใช้ชีวิตอยู่กับเขามาครบยี่สิบปีเต็มแล้ว
 
โดยเนื้อแท้ของเขาก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่หรอก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เพื่อนหลายคน ไม่ชอบกรุงเทพฯ
เขาว่าเป็นเมืองที่น่ากลัว
มีแต่มลพิษ
ผู้คนก็มีนิสัยแห้งแล้งใจดำ
ถ้าไม่ใช่ว่าต้องมาเรียน ก็คงไม่เลือกที่จะเข้ามา อยู่แล้วจิตใจมันไม่สดชื่น
 
พอปิดภาคเรียน เพื่อนๆก็จะทิ้งหอพักในเมืองกลับบ้านต่างจังหวัด
 
ฉันอยู่แต่ในที่ตรงนี้.. นึกภาพไม่ออกว่าแท้จริงเขามองกรุงเทพฯกันอย่างไร
รู้ว่าไม่ชอบ แต่อยากรู้ว่าความรู้สึกไม่ชอบนั้นมีมิติความตื้นลึกหนาบางแค่ไหน
อืม.. เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เจ้าตัวก็ไม่สามารถเข้าใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก
 
 
แต่ปิดเทอมหรือวันหยุดยาวทีไร เห็นสถานะบนเฟซบุ๊คอารมณ์ว่า
'บ๊ายบายกรุงเทพ หนีกลับบ้านละนะ'
'กลับมาบ้าน สุขใจกว่ากทม.เย้ออ' ประมาณนี้
 
ฉันคิดกับตัวเองเสมอว่า แล้วคนกรุงเทพฯอย่างฉันจะกลับไปที่ไหนล่ะ
ฉันไม่มีที่ไหนให้กลับ
กรุงเทพฯเป็นบ้านของฉันมาตลอด
 
 
ฉันอยู่กับรถติด
อยู่กับตึกสูง
อยู่กับพื้นที่ว่างเปล่า ที่นับวันจะกลายเป็นคอนโดมากขึ้นเรื่อยๆ
ฉันไม่ได้ชอบทุกอย่างของกรุงเทพฯหรอก
มีหลายอย่าง ที่ฉันก็เสียใจ ว่าความเป็นเมืองนั้นได้กลืนกินสิ่งดีๆหลายอย่างหายไปอย่างไร้ร่องรอย
 
เคยได้ไปเดินอยู่นิวยอร์กอยู่สักอาทิตย์หนึ่ง
แม้ไม่ใช่เมืองหลวง นิวยอร์กก็มีความเป็นเมืองหลวงอยู่เต็มตัว - ล้นเลยด้วยซ้ำ
ตึกที่นั่นสูงกว่ากรุงเทพฯมากมาย
ท้องฟ้าในกรุงเทพฯที่ว่าแคบ ที่นั่นก็ยังน้อยเสียกว่า  มองขึ้นไปเจอแต่ยอดตึก มีพื้นที่เล็กๆเท่านั้นที่เป็นสีฟ้า
คนเดินกันขวั่กไขว่ยิ่งกว่าที่นี่เป็นไหนๆ
 
 
ฉันไม่ชอบนิวยอร์ก
ก็คงคล้ายๆกับความรู้สึกที่คนต่างที่ที่ไม่ชอบกรุงเทพฯกระมัง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ฉันรู้สึกว่านิวยอร์กไม่มีที่โล่งๆให้หายใจ
ผู้คนที่นิสัยไม่ดีก็เจอพอสมควร
แต่จนในที่สุด หลายครั้งเหมือนกัน ที่ฉันเจอคนที่น่ารักมากๆอย่างไม่น่าเชื่อ
 
เรื่องก็คือ ฉันไปกับเพื่อนแค่สองคน แต่มีกระเป๋าเดินทางมาอีกเป็นพรวนซึ่งหนักมาก
ฉันต้องประหยัดเงิน จึงใช้บริการsubway (ซึ่งไม่ใช่ทุกสถานีจะมีลิฟท์)
เวลาย้ายที่พัก ฉันต้องแบกกระเป๋าอันใหญ่มากๆและหนักมากๆขึ้นบันไดซึ่งก็แคบเหลือเกิน (แถมยังเต็มไปด้วยคนที่เดินเบียดจนแทบจะชนกัน)
ฉันเหนื่อย ฉันหน่าย 
 
แต่สิ่งที่เจอก็คือ ผู้ชายหนุ่มคนหนึ่งใส่สูทมาดนักธุรกิจเข้ามาถามอย่างรีบๆว่าให้เขาช่วยไหม
เขาช่วยขนกระเป๋าฉันกับเพื่อน แถมในระหว่างนั้นยังมีผู้หญิงร่างใหญ่อีกคน(ซึ่งดูแรงๆหน้าดุๆ)เข้ามาช่วยด้วย
ตอนจะจากไปพวกเขาก็ส่งยิ้มให้น้อยๆ
 
อีกครั้งหนึ่งซึ่งยิ่งปลื้มก็คือ ผู้ชายผิวสี(ซึ่งหลายคนรวมทั้งฉันค่อนข้างติดภาพว่าเขาน่ากลัว)เข้ามาช่วยแบกให้อย่างอารมณ์ดี เพื่อให้เห็นภาพ ฉันจะบรรยายว่าเขาให้อารมณ์เหมือนพี่วินมอเตอร์ไซค์ ทั้งการพูดจาและการแต่งตัวทีเดียว พอแบกกระเป๋าให้เสร็จถึงที่ตอกบัตร เขาก็หยิบตั๋วของตัวเองออกมารูดให้แล้วบอกว่าเดินทางดีๆนะ
ฉันและเพื่อนค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เราขอบคุณเขาเสียงดัง
 
นิวยอร์กก็มีมุมที่น่ารักสุดๆเหมือนกัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สำหรับฉัน กรุงเทพฯมหัศจรรย์ เพราะแม้จะเต็มไปด้วยความพลุกพล่าน มันก็ยังมีเสน่ห์
ฉันไม่ใช่คนชอบความวุ่นวายหรือชอบสังคมสุดๆ ออกจากชอบความสันโดษในบางครั้งด้วยซ้ำ
 
แต่กรุงเทพฯก็มีด้านที่ทำให้หลงรักได้ เหมือนสิ่งที่เจอในนิวยอร์กนั่นแหละ
 
กรุงเทพฯยังมีคนน่ารัก (เช่นฉัน :P อ๊ะ ไม่ช่าย..)
ยังมีมุมต้นไม้ให้เห็นบ้าง แม้มันจะน้อย แต่ก็เพราะกรุงเทพฯมีแต่ตึก ธรรมชาติในเมืองหลวงก็เลยยิ่งมีค่า
 
บางครั้ง ฉันเหงาท่ามกลางคนมากมายในกรุงเทพฯ
แต่หลายครั้ง แสงไฟในกรุงเทพฯก็ทำให้ฉันคลายเศร้า
 
กรุงเทพฯมีเรื่องราวความเป็นไปให้ฉันได้สังเกตเสมอ
กรุงเทพฯมีส่วนผสมที่คล้ายจะสุดโต่ง
เราเห็นความหรูหราฟู่ฟ่าและความยากจนในสถานที่เดียวกัน
เราเห็นความพลุกพล่านและความโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน
เราเห็นความห่างเหินและความรักของคนเมืองไปพร้อมๆกัน
แม้จะดูใจดำ แต่บางครั้งก็มีน้ำใจ
 
 
บางครั้ง ฉันก็อยากออกไปจากตรงนี้เหมือนกัน
เมื่อวาน ฉันยังบ่นกับเพื่อนเกี่ยวกับผังเมืองที่ทำให้รถมันติดอยู่แทบจะตลอด24ชั่วโมง 
แต่ที่แน่ๆ จนถึงที่สุดแล้ว สำหรับฉัน กรุงเทพฯไม่ใช่แค่เมืองหลวงที่อยู่ไปวันๆ..
 
 
 
 
 
(พอพูดถึงกรุงเทพฯ ฉันก็นึกถึงสยามสแควร์ด้วย
ฉันใช้ชีวิตอยู่ในย่านสยามมา..ปีนี้ก็เข้าปีที่ 6 แล้ว
สยามไม่มีต้นไม้ สยามมีแต่ร้านขายของ เป็นพื้นที่การจับจ่ายใช้สอยและความบันเทิง
ดูไม่น่ามีความชุ่มชื้นทางจิตใจมอบให้คนที่เข้าไปเลย
 
แต่ฉันรักกรุงเทพฯแบบไหน ฉันก็เริ่มรักสยามแบบนั้น
ฉันไม่ได้ชอบทุกอย่างที่เป็นมัน แต่ก็รัก เพราะมันคือบ้านของฉัน
ไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้จะไปซื้ออะไร บางทีก็เบื๊อเบื่อ แต่การเข้าไปยืนอยู่ในสยามก็ทำให้ฉันอุ่นใจได้
แปลกมั้ย? แต่มันใช่สำหรับฉันนะ Cool )
 
 
 
 
 
 
 
 
เขียนไปเขียนมา ก็เหมือนจะไม่ได้เขียนถึงกรุงเทพฯเป็นหลัก(?)
แต่กลายเป็นการเปรียบเทียบสิ่งอื่นๆให้เห็นภาพแทน
 
เอาเถอะ ที่เขียนมาทั้งหมด
..แค่อยากจะบอกว่า
 
 
หลายคนอาจไม่ชอบคุณเท่าไหร่
แต่ฉันรักคุณนะ, กรุงเทพฯ
 
 
 
 
 
ปล.
- จริงๆแล้ว ถ้าใครอยู่กรุงเทพฯในช่วงวันหยุดยาว จะได้เห็นกรุงเทพฯโล่งๆสบายๆซึ่งเจอได้ไม่บ่อย ฉันชอบเวลาแบบนั้น Cool
- ความรักในกรุงเทพฯทำให้อยากเขียนอะไรเกี่ยวกับกรุงเทพฯมากๆ.. เคยเขียนเรื่องสั้นชื่อ (กรุง)เทพนิยายด้วยนะ ;)  ตอนนี้ก็ยังอยากเขียนอะไรยาวๆกว่านั้นออกมาอีก
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เรารักกันตะมากกว่ากรุงเทพอีก อิอิ

#12 By เม (58.8.216.79) on 2011-06-06 23:43



เขียนได้ดีแล้วนะครับ

big smile Hot!

#11 By ทิว แอด ไฟน์ on 2011-06-06 22:05

รักกรุงเทพเช่นกัน เป็นคน กทม เหมือนกัน รู้สึกแบบเดียวกัน Hot! confused smile
ในฐานะคนต่างจังหวัด เรารู้สึกว่าจริงๆแล้ว คนกรุงเทพฯมีกรอบความคิดต่างกับคนจังหวัดอื่นที่เหลือหลายอย่างมากจริงๆ
ถึงเราไม่ได้เป็นและไม่อยากเป็นคนกรุงเทพฯ
แต่เอาเข้าจริง เราก็รักกรุงเทพฯนะ
ชีวิตยุ่งๆ วุ่นๆ แต่กระตือรือร้นดี

บางจังหวะอ่านแล้วนึกถึงเพลงของเป้ อารักษ์ ที่ชื่อ "ฉันอยากมีบ้านนอกเป็นของตัวเอง" เคยฟังมั้ย

อิจฉาเธอ ชีวิตนี้ฉันอยากไปนิวยอร์คสักครั้งจริงๆ แม้จะมีแต่คนบอกว่ามีแต่ตึก ฮ่าๆ

#9 By mochasasiwan on 2011-05-22 22:22

คับผม มีอะไรจะมาอัพเดทใหม่น้าconfused smile

#8 By Babygirl... on 2011-05-18 18:01

Great post really interesting writing style.

#7 By buy articles (119.155.61.240) on 2011-05-18 17:39

คงเพราะว่าคนเราต่างมีบ้านเกิดที่คุ้นเคยและน่าอยู่ที่ต่างกันHot!

subway ที่นิวยอร์คอย่างน่ากลัว
เคยเจอแก๊งค์ไถตังเด็กดำด้วย ฮ่าๆๆ โดยการอ้างว่า "บริจาคๆๆ"

#6 By Art Jeeno on 2011-05-03 20:29

เราเชื่อว่าทุกๆ ที่ก็มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี
มันอยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองด้านไหน

เราเป็นคนที่ผูกพันธ์กับชนบท กับวิถีชีวิตของชาวไร่ชาวสวน
แต่ก็ไม่ได้อยู่นานหรอก แค่ช่วงเวลาปิดเทอมที่ไปอาศัยกับญาติๆ
ถึงได้สัมผัสอะไรแบบนั้น เราชอบที่ชีวิตเค้าดูสงบสุข มีที่ให้
วิ่งเล่นเยอะแยะตามประสาเด็ก แหะแหะ

บ้านเราอยู่แถวสมุทรปราการเลยไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพฯ เท่าไหร่
แต่ในความคิดของเรา กรุงเทพฯ ก็เป็นที่ที่น่าเข้าไปค้นหานะ
คงมีอะไรหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน รอให้เราค้นพบ cry

#5 By tikyon on 2011-04-20 01:48

ทุกคนรักเมืองหลวง แต่คงรักไปตามระดับและจังหวะเวลา
ความเป็นเมืองหลวง คนหลากหลายมาอาศัยอยู่
ป้าเป็นคนอีสาน อยู่นี้ 30 ปี มีเพื่อนบ้านเป็นคนบ้านนอกทุกบ้าน
คนกรุงเอง แทบไม่มี นิสัยคนมันไปตามสถานที่นะ

#3 By ปิยะ99 on 2011-04-10 16:57

อยากอ่านเรื่องสั้นที่ว่าจัง. เราเคยคิดจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำตามสถานที่ต่างๆเหมือนกัน ความเปลี่ยนแปลงทำให้เราคิดถึงอดีต

#2 By Juthas (58.9.230.20) on 2011-04-07 21:45

"ฉันรักคุณนะ, กรุงเทพฯ"
เช่นกันค่ะ

กลับคิดด้วยว่าตจว.บางครั้งกลับเงียบจนน่าเบื่อ
อาจด้วยที่ว่ายังเป็นวัยรุ่นอยู่กระมัง
เลยติดเรื่องที่การเดินทาง
ถ้าอยู่ตจวถ้าไม่มีรถส่วนตัว
ก็แทบบจะเรียกได้กว่าตัดขาดจากโลกภายนอกได้เลย

ส่วนตัวคิดว่าคนตจวเปิดใจให้กันมากกว่าคนกรุง
สังเกตจากเวลาไปสอบสัมภาษณ์
คนตจวแทบทุกคนจะแฮปปี้กับการพูดคุยหาเพื่อนใหม่ๆ
ซึ่งมีคนกรุงเพียงส่วนน้อยที่จะทำอย่างนั้น

พอลองเอาไปคุยกับแม่ ซึ่งคุณแม่เป็นคนหัวหินค่ะ
บอกกลับมาว่า คนตจวจะรู้สึกว่าคนกรุงหยิ่ง
ซึ่งจากใจจริงแล้ว คิดว่าเป็นเพราะสภาพแวดล้อม
ที่ดูเหมือนว่าจะมีมิจฉาชีพเยอะกว่าตจว
ทำให้คนกรุงมีกำแพงเวลาที่จะคุยกับใครในครั้งแรก
แต่เบื้องหลังกำแพงนั้น ก็เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ


big smile

ชอบการเล่าเรื่องของเอนทรี่นี้มากเลยค่ะ
คิดอะไรต่อได้อีกเยอะHot!