1
 
คืนวันที่ 17 กรกฎา ใกล้ย่างเข้าวันที่ 18
ฉันอยู่บนบีทีเอส ข้างเท้ามีกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ ในนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ด้วย
 
มันเป็นคืนวันอาทิตย์ ความหนาแน่นของผู้คนบนขบวนจึงแปรผกผันกับตอนเช้าวันจันทร์
 
จากมุมข้างประตู
เยื้องไปทางซ้าย ฉันมองเห็นเขาคนนั้นใส่หูฟัง นั่งยองๆอยู่กลางรอยต่อของโบกี้
หลบอยู่ในโลกของเสียงเพลง
 
 
ผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านขวาใส่หูฟังสีขาว
และมีเพลงของอัสนี วสันต์ดังเล็ดลอดออกมา
 
 
ผู้ชายที่ยืนอยู่ไกลออกไปหน่อย ถือ iphone ไว้ในมือ
นิ้วของเขาเลื่อนขึ้นลงบนหน้าจอสัมผัสไม่หยุด
 
 
มุมสุดท้าย เขาอีกคน เสียบBluetoothไว้ในหู วุ่นวายกับการติดต่อ
 
 
......
 
 
 
ฉัน
หยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาจากกระเป๋า
 
ในฐานะที่มันจะเป็นหนทางสุดท้าย
สำหรับการหลบหนีออกจากบรรยากาศว่างเปล่าและเย็นเยือกบนรถไฟฟ้า
 
 
 
 
 
 
 
2
 
บนปกหนังสือในมือ มีชื่อ วุฒิชัย กฎษณะประกรกิจ ปรากฎอยู่
 
เมื่อประมาณ 24 ชั่วโมงที่แล้ว คุณวุฒิชัยคนนี้ หรือ พี่อ๋อง
ผู้เขียนหนังสือ The Aesthetic of Loneliness สุนทรียะแห่งความเหงา
ยังปรากฎอยู่ตรงหน้าฉัน ในระยะห่างไม่เกิน 2 เมตร
 
เรา หลายคน กำลังนั่งล้อมวงคุยกัน 
ในบ้านไม้โฮมสเตย์ริมน้ำ 
 
 
 
มันเป็นทริปเล็กๆเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในฐานะนักเรียนภาควิชาวารสารศาสตร์
และเพื่อหาวัตถุดิบการเขียนบางอย่าง อาจารย์เลือกที่จะพาเรามาอยู่ที่อัมพวา
 
สถานที่ซึ่งไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่ไกลห่างจากความเป็นเมืองพอประมาณ
 
เป็น 48 ชั่วโมงที่ฉันไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มี facebook ไม่มี twitter
แต่มีคนอีกร่วม 20 ชีวิตซึ่งมีความสนิทมากน้อยปะปนกันไปอยู่รายล้อม
 
 
 
 
จากความทรงจำ
เรื่องหนึ่งที่เราพูดคุยกันคือเรื่องที่อัมพวาได้สะท้อนความโหยหาบางอย่างของคนเมือง
 
มันคือคำสวยๆและเทรนด์อย่างหนึ่งในสังคมปัจจุบัน
 
Nostalgia .. ความโหยหาอดีต
 
 
อัมพวาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ยังอยู่ในความนิยมของวัยรุ่นและคนทั่วไป
เนื่องด้วยระยะทางไม่ไกลจนเกินไป และความน่ารักของอะไรเก่าๆ ที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร เป็นเพื่อน อะไรสบายๆ
 
เพื่อตอบสนองผู้คนมากมายที่หลั่งไหลมา
ในด้านหนึ่ง อัมพวาจึงกลายเป็นธุรกิจขาย "บรรยากาศจำลองของอดีต"
 
สิ่งที่ปรากฎอยู่นั้น เป็นสิ่งใหม่ที่เข้าไปสร้างเลียนแบบของเก่าเสียส่วนมาก
แม้จะประสบความสำเร็จในแง่ของธุรกิจ
แต่กลิ่นอายแท้ๆของอัมพวาถูกดูดกลืนเข้าไปในโลกจำลองจนเกือบหมดสิ้น
 
 
ผู้คนที่มา เดิน เบียด ร้อน เหงื่อออก บ่น ซื้อของกิน ซื้อของฝาก ท่ามกลางร้านค้าตกแต่งแบบเก่าๆ ร้านค้าที่ตั้งใจตกแต่งและขายของให้ไม่เหมือนในพารากอน สยามเซ็นเตอร์ หรือเซ็นทรัล ผู้คนมีความสุข ขับรถกลับบ้าน จบ.
 
คำถามคือ นี่คือสิ่งที่ดีแล้วจริงหรือ
 
อย่างที่บอกไป มันคงไม่ใช่อะไรที่แย่นัก ในเมื่อมันยังสามารถเติมเต็มกิจกรรมวันหยุดให้คนมากมายได้
 
เพียงแต่ จะมีสักกี่คนรู้ตัว
ว่าประสบการณ์ ความรู้สึก หรือความสุขที่ได้กลับมานั้น
เป็นเพียงผลผลิตจากสิ่งจำลอง สิ่งปลอมๆที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีความแท้จริงปนอยู่เพียงผิวเผินเท่านั้นเอง.
 
 
 
 
 
 
3
 
 
'เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่ความเหงาในใจไม่เคยเปลี่ยน'
 
ใต้ชื่อหนังสือมีคำโปรยนั้นวางอยู่
 
ฉันมองออกไปข้างนอกผ่านกระจกรถไฟฟ้าบีทีเอส สติ๊กเกอร์ที่แปะบังสายตาทำให้ภาพแสงไฟจากรถยนต์กลายเป็นภาพสวนดอกไม้สีแดงกับสีขาว
 
เหงา.
 
 
 
 
คงเพราะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว ฉันยังมีอีกหลายชีวิตรายล้อม พูดคุยกันเฮฮา 
ชีวิตเหล่านั้น ปรากฎจริงอยู่ตรงหน้า สัมผัสได้ จับต้องได้ กอดได้
 
เพราะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว ฉันได้หลบออกไปจากสิ่งจำลองทั้งหลายแหล่ในวิถีเมือง
หลบออกจากสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งก่อสร้างล้ำสมัย
ไปพบเจอแม่น้ำ ต้นไม้ เรือพาย และลมเย็น
 
เพราะการอยู่บนบีทีเอสเกือบยี่สิบนาที
ทำให้เห็นว่าทุกวันนี้ เราใช้ชีวิตพึ่งพาอยู่กับสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นทั้งสิ้น
 
เราสัมผัสหน้าจอมือถือมากกว่าต้นไม้
เราพูดคุยกันบน social network มากขึ้นเรื่อยๆ และอาจมากกว่าการปฏิสัมพันธ์จริงในหลายครั้ง
เราขับรถติดแอร์มากกว่าจะออกไปรับลมริมแม่น้ำ
 
 
ด้วยหลายปัจจัย
ตัวตนของเราดำรงอยู่ในโลกของสิ่งจำลองมากขึ้น มากขึ้น
และคล้ายว่าเราพยายามไขว่คว้าความสุข จากสิ่งเทียมต่างๆเหล่านั้น มากขึ้น มากขึ้น
 
 
 
 
บนบีทีเอส คนสี่ห้าคนนั้นรวมทั้งฉัน ทำการสร้างโลกเล็กๆขึ้นมา
และหลบเข้าไปอยู่ในนั้น
 
อาจมีบางคนในนั้นเข้าไปหาปฏิสัมพันธ์ในสังคมจำลองบนอินเตอร์เน็ต
เพื่อที่จะไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังอยู่คนเดียว
แล้วสิ่งที่เราได้กลับมาจากโลกจำลองนั้น เป็นสิ่งที่เยียวยาเราได้จริงๆไหม?
ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งแท้จริงไหม?
 
 
เพราะความจริงแล้ว ในโลกที่เราสร้างขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว
สุดท้ายแล้ว ก็มีเพียงเราคนเดียว อยู่ในโลกของตัวเอง
 
 
 
 
 
 
 
4
 
ความจริงแล้ว นอกจากผู้คนที่ฉันกล่าวมา
ที่ประตูฝั่งตรงข้าม มีฝรั่งคู่หนึ่งยืนอยู่ด้วยกัน
 
ภายในพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆบนรถไฟฟ้า เขาเป็นเพียงสองคนที่ไม่ได้หยิบมือถือ หนังสือ หรือหูฟังออกมา
 
 
 
 
ฉันนึกไปว่า
ความจริงแล้ว เราอาจจะลืมไปว่า สิ่งที่เราต้องการจริงๆนั้น
อาจไม่ใช่การตอบสนองจาก "สิ่งประดิษฐ์สร้าง" ทั้งหลายแหล่
 
 
 
 
แต่คือ "สิ่งที่เป็นจริง"
 
อย่าง สีเขียวของต้นไม้
 
สัมผัสของลมที่พัดผ่านแก้ม
 
ความสดชื่นจากน้ำ
 
รอยยิ้ม 
 
แววตา
 
หรือ ความอุ่นจากมือของคนอีกคน เท่านั้นเอง.
 
 
_________________
 
ปล. เขียนทิ้งไว้นานม้าก กว่าจะได้ Publish ^_^;
เดี๋ยวเดือนกันยานี้ก็น่าจะได้ไปลงพื้นที่อัมพวาอีกรอบแหละค่ะ : )
 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! big smile

#11 By littleb on 2012-10-02 22:19

เห็นด้วยกับความคิดของสิ่งเทียมที่สร้างขึ้นให้เราไปสัมผัสความเก่าแต่หนหลังนะ จริงๆ เวลาเราไปเดินสถานที่เก่าจริงๆ มันทำให้เราสงบและใคร่รู้ เหมือนกับได้ซอกแซกตามซอกมุมของอดีต แต่เมื่อมันกลางเป็นของเทียมที่ปรุงแต่งขึ้นในปัจจุบัน ก็เหมือนกับเราไปชมคราบของจั๊กจั่นบนต้นไม้ มีแต่โครงเท่านั้นเอง

รับรู้ว่าตัวเองติดโลกไซเบอร์ facebook twitter เหมือนกัน แต่ก็พยายามเลี่ยงออกมาในหลายๆ ครั้ง เพราะบางทีการนั่งอยู่หน้าจอ คุยกับคนอื่นนานๆ ยิ่งตักเติมความเหงา อ้างว้างเข้าสู่จิตใจ

ปล. ขอแอดบลอคนะคะ
"เมื่อเราออกจากรังสีของโลกไซเบอร์
เราจะพบความสุข...ที่แท้จริง"
Hot! Hot!

#8 By utopui on 2011-09-12 23:35

เห็นด้วยทุกประเด็น
แต่เพราะไม่มีมือของอีกคนนี่แหละ
เราเลยต้องจับไอพอดไปพลางๆ ก่อน

ฮือ ..

#7 By นักทางเดิน on 2011-08-19 00:33

open-mounthed smile sad smile confused smile Hot!

#6 By ปิยะ99 on 2011-08-16 08:40

ชอบประเด็นโลกจำลองจังค่ะ เราเองก็เคยไปอัมพวาทีนึง ไม่ได้รู้สึกถึงบรรยากาศอะไรเลยนอกจากคนที่อัดๆเยอะๆ หรือพวกร้านค้าก็รู้สึกว่าเลียนแบบตามๆกันยังไงก็ไม่รู้ ^^;

อยากได้สิ่งที่เป็นจริงเหมือนกัน แต่ก็รู้สึกว่าทุกวันนี้ทุกคนดูยุ่งๆ เลยต้องอาศัยพวกโซเชียลในมือถือไปก่อน

Hot!

#5 By plariex on 2011-08-14 13:57

ฉันมองออกไปข้างนอกผ่านกระจกรถไฟฟ้าบีทีเอส สติ๊กเกอร์ที่แปะบังสายตาทำให้ภาพแสงไฟจากรถยนต์กลายเป็นภาพสวนดอกไม้สีแดงกับสีขาว

ชอบตรงนี้มากๆๆๆ :)

#4 By JuthaS (58.9.250.128) on 2011-08-13 00:00

ชอบแนวการเขียนจังเลย ค่ะ อ่านแล้วเลื่อนดีจัง ^ ^


เป็นเหมือนกันค่ะ หลงอยู่กับโลกอินเตอร์เน็ต พอนึกขึ้นได้อีกที ต้นไม่ที่ซื้อมาวางไว้ตรงระเบียง มันเหี่ยวตายไปแล้ว ที่แย่ก็คือ ยังไม่รู้เลยว่า มันเหี่ยวตั้งแต่เมื่อไหร่

การที่เราได้ออกไปอยู่ในที่ๆมันไม่มีสิ่งยั่วยุเลยก็ดีนะ มันจะทำให้เรารู้ว่า มันสำคัญกับเราจริงๆรึเปล่า
เคยไปค่ายค่ายนึงค่ะ สถานที่ที่ไป ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลย แต่หน้าแปลก ที่สามารถ อยู่ที่นั้นได้ออย่าง "มีความสุข" โดยไม่ง้อ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกแม้แต่น้อย

#3 By จับฉ่าย on 2011-08-09 23:35

ความเหงาเป็นเหมือนเืพื่อนแท้

เคียงข้างแม้ในเวลาที่ไม่เชื้อเชิญ

ชอบบทความมากๆครับHot! Hot!

#2 By นู๋ดำ ดอท X-Teen on 2011-08-09 23:16

O w o

โอ้่วว ว ว ว

ชอบเลยแหละ

อ่านแล้วสงบดี

: )