1

 

สักสองเดือนก่อนหน้านี้ นาฬิกาของฉันบอกเวลาเพี้ยนไปจากที่เคยเป็น
ไม่ใช่นาฬิกาบนข้อมือหรือนาฬิกาที่โชว์บนหน้าจอมือถือ
แต่เป็นนาฬิกาทางความรู้สึก
ด้วยหลายสาเหตุ มันค่อยๆขยับเขยื้อนตัวเองช้าๆ.. โดยไม่ให้รู้ตัว
จนถึงจุดๆหนึ่ง-ที่ฉันมองนาฬิกาแสดงตัวเลข 00.00 น. แล้วไม่รู้สึกว่าเป็นเวลาที่"ดึกแล้ว"หรือ"ถึงเวลาเข้านอน"แต่อย่างใด
บางครั้ง ยังคงนั่งทำงาน
หลายครั้ง มันเป็นแค่ความเถลไถลเพื่อหาความบันเทิงอะไรบางอย่างบนหน้าจอสี่เหลี่ยม
หลายครั้ง ฉันไม่พบอะไร แต่ก็ยังนั่งแช่จนความง่วงหายไปเป็นระลอกที่สองหรือสาม ถึงจะขยับตัวไปนอนได้
ทุกครั้ง ฉันไม่เคยรู้สึก ว่าระบบการนอนของตัวเองกำลังค่อยๆ"พัง"

 

 

พอถึงช่วงที่วิ่งวุ่นกับเรื่องเรียนและเรื่องงาน บางคืนได้นอนตอนใกล้เช้า ก็คงคล้ายถึงจุดอิ่มตัวบางอย่าง
จุดอิ่มตัวที่ได้รับการรับรองจากแพทย์อย่างเป็นทางการ
ฉันมองลายมือหวัดๆของหมอ

 

มันบอกว่าฉันมีอาการ insomnia

 

 

 

 

2

 

ส่วนใหญ่แล้ว, จะเป็นฉันที่เป็นคนนอนดึกที่สุดในบ้าน
และถ้าเข้านอนหลังพ่อ พ่อจะเอาดอกมะลิส่วนที่เหลือจากที่จัดไหว้พระมาให้
ฉันจึงมักได้ดอกมะลิมาวางไว้ข้างหมอนเสมอ

 

ตอนที่รับดอกมะลิจากพ่อ ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกัน
พ่อจะแยกขึ้นไปสวดมนต์ แล้วเข้านอน ส่วนฉันก็กลับมาสนใจกับอะไรตรงหน้าต่อ
รู้สึกอะไรบางอย่าง, ไม่ใช่ไม่รู้สึก
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ฉันรู้สึกว่าตัวเอง"ห่าง"จากพ่อ
เหตุผลอะไรก็ไม่ชัดเจนนัก
รู้แต่ว่าพ่อเป็นคนกลับบ้านช้า เราเจอกันแค่ช่วงเวลากินข้าวก่อนเข้านอน และเราคุยกันน้อยลง

 

ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งหรืออึมครึม

 

แต่ฉันรู้สึกสะกิดในใจทุกครั้ง ที่เวลายื่นมือออกไปรับดอกมะลิเหล่านั้น,
สายตาของฉันมักอยู่ที่คอมพิวเตอร์มากกว่าหน้าของพ่อ

 

 

 

3

 

อาการนอนไม่หลับยืดเยื้อจนผิดสังเกต
ใจเริ่มเป็นกังวล เพราะไม่สามารถไปเรียนหรือทำงานได้ตามปกติ
ไม่เคยล้าหรือง่วงนอนขนาดนี้ในตอนกลางวัน
เวลากลางคืนที่ฉันไม่ถูกโรคเป็นทุนเดิม ซ้ำเติมให้รู้สึกวุ่นวายมากขึ้น
บางคืน เปลือกตาหนักอึ้ง แต่อารมณ์ทำให้ตาสว่าง-อย่างทรมาน

 

 

 

พูดไปก็ดูน่าอาย ที่อายุก็เลขสองขึ้นแล้ว แต่ยังต้องไปขออาศัยพื้นที่ห้องนอนของพ่อกับแม่
ด้วยหวังว่าความมีตัวตนของพ่อกับแม่จะช่วยทำให้ใจสงบลงได้บ้าง
หากแต่ความกังวลที่มี เป็นเชื้อให้อาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นวนเวียนต่อไปเรื่อยๆ
ถึงตอนนั้น จิตใจก็หนักอึ้งราวกับก้อนหินก้อนโต
เวลากลางคืน แม้ยังไม่เข้านอน แต่ก็รู้สึกเหมือนฝันร้ายไปเสียแล้ว
แต่ก็ยังรู้ตัว และคอยบอกตัวเองว่าควรจะผ่านอะไรไปได้ด้วยตัวเอง
เรื่องนอนไม่หลับ เป็นเรื่องเล็กมาก สำหรับพ่อแม่
ความจริง มันไม่มีความสำคัญพอจะถือเป็น "เรื่อง" อะไรเลยด้วยซ้ำ.

 

 

บางคืน ทรมานเหลือเกิน
แต่ไม่อยากแสดงความอ่อนแอออกมาให้พ่อและแม่เห็น
แม้จะร้องไห้อยู่ แต่ก็รู้ว่าความอ่อนแอครั้งนี้ ควรจะต้องหลบอยู่หลังกำแพง.

 

 

 

 

 

4

 

อาการนอนไม่หลับเริ่มกินเวลาเกือบเดือน
ถึงพ่อจะพูดเสมอว่ามันไม่เป็นไร มันไม่ได้มีปัญหาอะไร
แต่คนใจเสาะอย่างฉันไม่สามารถรับทราบเอาคำเหล่านั้นมาปฏิบัติได้จริง
บางครั้งก็ไม่รู้จะพูดอะไร, จิตใจพ่อแข็งแรงและสงบกว่าฉันมากนัก
หลายครั้งก็รู้สึกว่า, พ่อคงไม่เข้าใจ

 

 

ร่างกายและจิตใจนั้นเชื่อมถึงกัน
ฉันรู้ซึ้งมาตั้งแต่สองสามปีก่อนที่ป่วยอยู่ช่วงใหญ่ๆ
ความอ่อนล้าถือครอบครองสิทธิ์ในการบังคับสั่งการร่างกายจนเกือบเต็มที่
จิตใจก็เลยทำตัวพาลเปราะบางไปด้วย

 

 

วันก่อนวันเกิดหนึ่งวัน ด้วยเรื่องบางเรื่อง ฉันปล่อยใจพังทลาย
คืนนั้น นอนไม่หลับเช่นเคย แต่ก้อนมวลความรู้สึกหม่นหมองนั้นใหญ่กว่าทุกวัน
ยินเสียงฝีเท้าใครบางคน ฉันผุดลุกขึ้นมานั่งท่ามกลางความมืด
มันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีรึเปล่า ฉันก็ไม่รู้

แต่ฉันก็ตัดสินใจยื่นมือออกไป..

 

 

 

 5

 

มันเป็นครั้งแรกในรอบกี่ปี, น่าจะเกินสิบปี

ที่ฉันได้นอนอยู่ข้างผู้ชายคนนี้ ฟังเสียงหายใจ มองใบหน้าใกล้ๆ
ฉันพิจารณาหลายสิ่งท่ามกลางความมืด
ทั้งในแง่กายภาพ และในแง่ความรู้สึก
มือของพ่อหนากว่ามือฉันมาก
มันเป็นครั้งแรกในรอบกี่ปี, ที่เราได้จับมือกันแบบนี้
น้ำตาไหล
ไม่ใช่เพราะความโศกเศร้า
เป็นความรู้สึกที่จุกอยู่ในอก

 

ความคิดว่าพวกเราค่อยๆห่างกันออกไป,
ความคิดที่ว่าวันเวลาเมื่อวันวานได้หล่นหายไปแล้วนั้น,
ช่างเป็นความคิดที่ไร้สาระทั้งเพ.

 

 

ฉันพิจารณาหลายสิ่งท่ามกลางความมืด, ผ่านม่านน้ำตา
ทั้งในแง่กายภาพ และโดยเฉพาะในแง่ความรู้สึก

เขาอยู่ตรงนี้

 

พ่อ, ยังอยู่ตรงนี้.

 

 

 

 6

 

ดอกมะลิไม่กี่ดอกเหล่านั้น ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง

บางวัน พ่อก็ว่ามันไม่ค่อยหอม
แต่ฉันก็บอกตัวเองเสมอไม่ให้ลืมที่จะหยิบดอกมะลิเหล่านั้นไปวางไว้ข้างหมอน
ฉันไม่เคยบอก ว่าแต่ไหนแต่ไรมา มันคล้ายเป็นสัญลักษณ์แทนความรู้สึกสงบสำหรับฉัน

 

 

 

ฉันคิดว่า ทุกวัน, เราตื่นมาเพื่อพบอะไรบางอย่าง
เมื่อหันไปข้างหมอน ฉันจะพบดอกมะลิที่เหี่ยวเฉาไปเพราะความเย็น

บางวัน อาจไม่มีมันอยู่

 

 

แต่ฉันรู้
ฉันคิดว่าฉันรู้
และไม่ว่าวันไหน ฉันจะยังจำได้

 

ว่าความรู้สึกและความหมายบางอย่าง จะอยู่ตรงนั้นเสมอ.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

____________________________

หายไปนานม้าก ^_^;  ขอโทษด้วยเน้อ

นี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายนค่ะ เดือนที่ชีวิตวุ่นวายมากทั้งเดือน
ไม่น่าเชื่อว่า แค่อาการที่ฉันตื่นตอนกลางคืนนั้น จะทำให้ฉันได้ "ตื่น" มาพบอะไรหลายอย่าง 
นี่เป็นเรื่องหนึ่งในนั้น

ฉันตั้งใจ จดโน้ตไว้ ตั้งใจว่าจะต้องเขียนมันออกมา
แต่พอเขียนแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ดีพอสักที 
เลยได้แต่พิมพ์มันทิ้งเอาไว้ในโปรแกรม จบมันไม่ลง เขียนไปก็ลบไป
วันนี้ รู้สึกว่า ถึงแม้จะยังไม่พอใจเลยสักนิด แต่อย่างน้อยฉันก็ยังได้เล่ามันออกมา
ไม่ต้องเรียงร้อยอะไรมากก็ได้ ฉันขอแค่ได้เขียนมันเก็บเอาไว้ :')
ระหว่างที่เล่าให้จบ น้ำตาก็ไหลเอา ไหลเอา ฮ่าๆ

ที่เขียนได้ไม่ดีพอสักที
อาจเป็นเพราะ ความรู้สึกมันใหญ่เกินจะเขียนเล่าออกมาได้หมดกระมัง :') 

 

สถานการณ์น้ำที่บ้านยังปกติ แต่ฟังข่าวทุกวันก็รู้ว่าไม่สู้ดีเลย
มหา'ลัยก็เลื่อนเปิด
ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะค่อยๆบรรเทาลงไป


หวังว่าจะได้มาเขียนอีกเร็วๆนี้ค่ะ. 

ปล. ใครอยากคุยกันก็follow twitterมาได้นะคะ : )

Comment

Comment:

Tweet

ดีแล้ว big smile
Hot!

#4 By iamdozenist on 2011-10-23 15:53

ไมได้แวะมาบลอคนี้ตั้งนานนนนนน
ฉันกำลังมีปัญหากับพ่อเลยย อ่านแล้วโดนนิดหน่อยย YY

#3 By tonkumchoke (110.168.63.84) on 2011-10-23 13:40

แอบน้ำตาซึมไปกับสิ่งที่พี่ฝ้ายเขียน
อาการนอนไม่หลับนี่ไม่เคยเป็นแฮะ จะเป็นก็แต่อาการละเมอตอนนอน (ซึ่งเพื่อนๆที่เคยนอนด้วยบอกว่าเป็นหนักมาก)ช่วงที่ละเมอบ่อยๆ ก็รู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว อยากไปหาหมอ เราต้องแก้ไข จนบางครั้งทนไม่ไหวกับการละเมอของตัวเอง ก็เลยฝึกไหว้พระ สวดมนต์ก่อนนอน(ปกติไม่ค่อยทำ แหะๆ) พอทำแล้วก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น คือนอนละเมอน้อยลง แต่นอนดิ้นมากขึ้นแทน ฮ่าๆ sad smile

ปล.พี่ฝ้ายยังคงเขียนดีมากเลยค่ะ open-mounthed smile

#2 By prim-prim on 2011-10-23 13:30

ช่วงหลังๆมานี้ ก็นอนเกือบเช้ามาตลอด บางทีไม่มีงานทำ

ก็ยังไม่นอน นั่งเฉยๆก็มี sad smile


เขียนดีจังครับ ขอแอดเก็บไว้ big smile Hot!

#1 By GUMBEAR on 2011-10-23 13:07